Archive

Archive for May, 2010

“เทพเทือก”รับศึกซักฟอก

May 24th, 2010

วันนี้ ( 24 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ ว่า พอเขายื่นเสร็จ รัฐบาลจะได้กำหนดวันที่จะไปตอบ แต่ในวันที่ 26-27 พ.ค.นี้ ต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองที่ต้องเดินหน้าไป และต้องรีบทำให้เสร็จ ซึ่งมีตารางเวลาที่ชัดเจนแล้ว ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อฝ่ายค้านยื่นมา รัฐบาลก็พร้อมขอให้เปิดสภาฯ เพื่ออภิปรายทันที ไม่ได้ปิดกั้น ส่วนที่ฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอนตนด้วยนั้น ก็ไม่มีปัญหา. ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ราคาทองตามประกาศขายออก18,600

May 24th, 2010

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (24 พ.ค.) ราคาทองตามประกาศของสมาคมค้าทองคำ เป็นดังนี้ ทองแท่ง รับซื้อบาทละ 18,100 ขายออกบาทละ 18,200 ทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 17,843.32 ขายออกบาทละ 18,600. ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ทำงานวันแรกรถติดหนึบทั่วกรุง

May 24th, 2010

วันนี้ ( 24 พ.ค.) พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล  ดูแลงานจราจร เปิดเผยถึงสภาพการจราจรช่วงเช้าวันทำงานและวันเปิดภาคเรียนวันแรก ว่า สภาพการจราจรโดยรวมติดขัดทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งขาเข้าเมือง ข้ามจากฝั่งธนบุรีไปฝั่งพระนคร ผ่านโรงเรียนต่างๆ อาทิ สะพานกรุงธน ติดขัดมาจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียลและโรงเรียนอื่นๆ บนถนนสามเสน ทำให้มีท้ายแถวยาวถึงถนนวงแหวนกาญจนาภิเษก สะพานสาทร มีรถติดมาจากถนนเจริญกรุง จากหน้าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนอัสสัมชัญ สะพานพระราม 7 ติดขัดมาจากการปิดซ่อมสะพานข้ามแยกประชานุกูล บนถนนพระรามที่ 2 ขาเข้ามีปัญหาการจราจรเกิดจากรถที่ใช้ทางด่วนเข้าด่านผิดช่อง ไปเข้าใช้ช่องบัตรอีซี่พาสเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องถอยออกมาส่งผลกระทบต่อการจราจร ส่วนที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง ติดขัดหนักเนื่องจากไม่สามารถขึ้นใช้สะพานข้ามแยกได้ 2 ช่องทาง ทำให้มีท้ายยาวในถนนวิภาวดีรังสิต ถนนพระรามที่ 9 ต่อเนื่องถึงถนนประดิษฐ์มนูธรรม ขณะที่การจราจรโดยรอบแยกราชประสงค์เช้าวันนี้กลับโล่งกว่าปกติในช่วงวันทำงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะผู้ใช้ถนนยังไม่คุ้นเคยกับเส้นทางที่มีการปิดการจราจรมานาน. 

ที่มา:www.dailynews.co.th
 

news , , , ,

“อภิสิทธิ์”ทำงานตามปกติ

May 24th, 2010

วันนี้ (24พ.ค.)  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางจากบ้านพักภายในซอยสุขุมวิท 31 มายังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนาสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ครั้งที่ 2 เพื่อให้ข้อมูลและสิทธิพิเศษกับบริษัทที่เลือกตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งจัดโดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) โดยมีบริษัทเอกชนนับร้อยรายเข้าร่วมการสัมมนา  ทั้งนี้ถือเป็นการกลับมาปฏิบัติภารกิจตามปกติครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลสามารถขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่มคนเสื้อแดง 
    

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว  นายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล โดยขบวนรถของนายกรัฐมนตรีได้ใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทเข้าสู่ถนนเพลินจิตผ่านสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งทำให้มองเห็นซากความเสียหายของห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เวิลด์ จากนั้น ขบวนรถได้ผ่านแยกเฉลิมเผ่าเข้าสู่ถนนพระราม 1 ผ่านย่านสยามสแควร์ที่เป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์สยามและธนาคารนครหลวงไทยที่ถูกเพลิงไหม้จนได้รับความเสียหายอย่างมาก มุ่งต่อไปยังสี่แยกปทุมวัน ตรงไปผ่านสนามกีฬาแห่งชาติ สี่แยกเจริญผล และเลี้ยวขวาที่แยกพงษ์พระรามเข้าสู่ถนนพระราม 6 ผ่านแยกอุรุพงษ์ก่อนจะเลี้ยวซ้ายสู่แยกยมราช แล้ววิ่งเข้าถนนพิษณุโลกมุ่งหน้ามายังทำเนียบรัฐบาล.ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ภาคเช้าร่วง 14 จุด

May 24th, 2010
วันนี้ (24พ.ค.)  บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้  ซึ่งเปิดทำการวันแรกของสัปดาห์ หลังปิดทำการช่วง 2 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมาจากเหตุจลาจลในกรุงเทพฯ โดยทันทีที่เปิดตลาดดัชนีเหวี่ยงตัวลงอย่างแรงกว่า 6 จุด   และไหลลงลึกตลอดการซื้อขาย ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ติดลบกันทั่วหน้า แม้ปัญหาการเมืองในประเทศจะเริ่มคลี่คลายระดับหนึ่งแล้วก็ตาม ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลักทั้งพลังงาน และธนาคาร โดย ณ เวลา 11.03 น. ดัชนีอยู่ที่ 750.56 จุด ลดลง 14.98 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9,794.68 จุด
 
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งการเปลี่ยนแปลงสถานที่ให้บริการผู้ลงทุน และผู้ติดต่อรับส่งเอกสาร เป็น ณ ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น 2 บริเวณห้องสมุดมารวย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พ.ค. เป็นต้นไป เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดให้บริการ ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก เป็นการชั่วคราว โดยมีรายละเอียดการให้บริการ ดังนี้
•บริการ TSD Counter Service สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ บริการ e-Dividend เป็นต้น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.
•บริการรับ-ส่ง เอกสารของบริษัทสมาชิก เอกสารการรับ-จ่ายเงิน และเอกสารทั่วไป
สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.0-2354-2087 , 08-7008-1347 และ 08-7008-1388

สำหรับกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนผู้ลงทุน หรือ Opportunity Day จะเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 25 พ.ค. เป็นต้นไป โดยมีกำหนดจัด ณ ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น  2 บริเวณห้องสมุดมารวย โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th หรือ สอบถามกิจกรรม อบรม สัมมนา ข่าวบริษัทจดทะเบียน และอื่น ๆ รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนที่ต้องการติดต่อ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดต่อ S-E-T Call Center โทร. 0-2229-2222 e-mail: SETCallCenter@set.or.th 
สอบถามข้อมูลผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล การเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการถือหลักทรัพย์ ติดต่อ TSD Call Center โทร.0-2229-2888 หรือ e-mail: TSDCallCenter@set.or.th

 

ที่มา:www.dailynews.co.th

news, ข่าวเศรษฐกิจ , , , ,

จัดเวรตรวจสากเซ็นทรัลเวิลด์

May 22nd, 2010

วันนี้ ( 22 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ดินแดง ได้รับแจ้งว่ามีประชาชนไม่ต่ำกว่า 30 คน รวมตัวกันอยู่ภายในซอยหมอเหล็ง ถนนราชปรารภ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กทม. เกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น จึงนำกำลังเข้าตรวจสอบทราบว่า กลุ่มคนดังกล่าวเป็นประชาชนที่พักอาศัยอยู่ภายในซอยหมอเหล็ง พากันรวมตัวออกมาเฝ้าซอยของตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นภายในซอย เนื่องจากซอยดังกล่าวเป็นจุดเสี่ยง และเป็นพื้นที่ที่เพิ่งมีการปะทะกันขึ้นระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับทหาร

นอกจากนี้ยังมีบ้านพักของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ภายในซอยดังกล่าวด้วย เกรงว่าฝ่ายตรงข้ามหรือผู้ไม่หวังดีจะเข้ามาก่อความไม่สงบ หรือ เผาบ้านของนายชวน จึงนัดกันออกมาช่วยกันดูแลความเรียบร้อยตลอดทั้งซอย แล้วคอยสับเปลี่ยนเวรยามกันเฝ้าระวังตลอดทั้งคืน และ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น เริ่มคลี่คลายเหตุป่วนเมืองลดลง

ส่วนเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงภายในอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อป้องกันเพลิงกลับมาลุกไหม้ซ้ำอีกครั้ง ขณะที่เริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอาหารบริเวณรอบเวทีปราศรัยแยกประสงค์ มาเก็บรถเข็น โต๊ะ เก้าอี้ ที่ยังหลงเหลืออยู่ รวมทั้งมีพ่อค้าของเก่ามาเก็บขวดพลาสติกนำไปจำหน่ายด้วยเช่นกัน ส่วนบริเวณประตูน้ำ ยังคงมียางรถยนต์ที่ผู้ชุมนุมสร้างเป็นบังเกอร์ หลงเหลืออยู่จำนวนมาก  อย่างไรก็ตาม วันนี้ เวลา 10.00 น. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบความเสียหาย และติดตามความคืบหน้าการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานเทศกิจกรุงเทพมหานคร

ขณะที่ซากอาคารห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์  ที่แยกราชประสงค์ ซึ่งถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหาย โดยมีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ยังคงฉีดน้ำหล่อเลี้ยงอาคารที่ร้อนระอุ เพื่อไม่ให้เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นอีก ขณะเดียวกัน ต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวอาคารอุ้มน้ำมากเกินไป เพราะอาจทำให้อาคารถล่มลงมาอีกได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ปลอดภัยดีแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ หากเข้าไปฉีดน้ำด้านในอาคาร อาจมีเศษวัสดุต่างๆ ตกใส่ได้รับอันตราย

สำหรับบรรยากาศโดยรอบแยกราชประสงค์ ซึ่งพบข้าวของต่างๆ ของผู้ชุมนุมยังกระจัดกระจาย เพราะทหารยังไม่ส่งมอบพื้นที่ให้กรุงเทพมหานครทำความสะอาด ขณะเดียวกันตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้ค้าที่เคยขายของในพื้นที่การชุมนุม นปช.ต่างมาเก็บข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ยกเลิกเคอร์ฟิว”พัทยา”

May 22nd, 2010

ศอฉ.ประกาศสั่งยกเลิกเคอร์ฟิวเขตเมืองพัทยาลดผลกระทบด้านการท่องเที่ยว

เมื่อเวลา 20.50 น. วันที่ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทาง ศอฉ. ได้ออกประกาศยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวในเขตพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อย่างไรก็ตามประกาศดังกล่าวครอบคลุมเฉพาพื้นที่เมืองพัทยาเท่านั้น หลังทางเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำหนังสือขอมายัง ศอฉ. ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบด้านการท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่. ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

บทเรียนหลังม็อบ…’ดับไฟ’เผาเมือง

May 22nd, 2010

หลังเหตุปะทะระหว่างทหารกับกองกำลังติดอาวุธของผู้ชุมนุมคลี่คลายลง พระเอกหน้าสิ่วหน้าขวานอย่าง “ศูนย์เอราวัณ” ที่ดูแลหน่วยแพทย์กู้ชีวิต ได้คลายเหนื่อย แต่ “เจ้าหน้าที่ดับเพลิง” มาเป็นพระเอกแทน จัดการปัญหาเผาบ้านเผาเมือง

หลังกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้รับโอนภารกิจดับเพลิงจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2546 ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) กทม.ได้จัดตั้งสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รองรับการปฏิบัติงาน มีสถานีดับเพลิงหลักทั่วกรุงเทพฯ 35 สถานี มีหน้าที่ปฏิบัติภารกิจด้านการป้องกันและระงับอัคคีภัย และให้ความช่วยเหลือประชาชนในเรื่องสาธารณภัยอื่น ๆ

นอกจากเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดพร้อมกันถึง 36 จุด ต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ กทม. ต้องระดมเจ้าหน้าที่ทั้ง 35 สถานี และพนักงานฝ่ายปฏิบัติการต่าง ๆ เกือบพันคนออกควบคุมเพลิง ที่ผ่านมา ปัญหาด้านผังเมืองของ กทม. และการฝ่าฝืนกฎหมายของประชาชนที่ทั้งต่อเติมอาคารบ้านเรือน มีการวางแผงค้าหรือจอดรถกีดขวางในถนนสาธารณะ เป็นอุปสรรคในการเข้าระงับเหตุของเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว กลับมีเหตุการณ์ความไม่สงบยิ่งเป็นปัญหาอุปสรรคในการดับเพลิงทวีคูณ เป็นที่มาซึ่งความสูญเสียมหาศาล

เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ พร้อมกันหลายจุดแต่สถานีดับเพลิงหลายจุดกลับถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปิดทางเข้าออก ไม่ให้เจ้าหน้าที่ออกปฏิบัติการดับไฟ บางสถานีออกปฏิบัติการได้แต่ระหว่างเดินทางกลับเจอด่านสกัดของผู้ชุมนุมที่มีการเผายางรถยนต์หรือตั้งด่านสกัดห้ามเข้าพื้นที่ รวมทั้งด่านของทหารเองที่ปิดกั้นห้ามเข้าพื้นที่เช่นที่ชุมชนบ่อนไก่ เพราะมีเหตุปะทะกันทหารเกรงเรื่องความปลอดภัย ทำให้การดับเพลิงของ กทม.ในครั้งนี้ขลุกขลักที่สุด จากปกติที่เข้าพื้นที่เฉลี่ยเพียง 8-10 นาที ทำให้ล่าช้าเป็นครึ่งชั่วโมงหรือนับชั่วโมง บางจุดหลายชั่วโมงเลยทีเดียว โดยเฉพาะเซ็นทรัลเวิลด์ ใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงจึงจะเข้าได้

“เนื่องจากต้องใช้วิธีเจรจากับผู้ชุมนุม เมื่อไม่ได้ก็ต้องวนหาเส้นทางใหม่เสียเวลา หรือไปเจอด่านทหาร ก็ต้องประสานจนถึงระดับนโยบายให้สั่งการและให้มีการคุ้มกันเจ้าหน้าที่ดับเพลิงจากการปะทะไม่ให้โดนลูกหลง นอกจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นเพราะการดับไฟช้าแล้ว กรุงเทพฯ กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เพราะผู้ชุมนุมไม่ยึดหลักสากล ในการอำนวยความสะดวกพนักงานดับเพลิงที่จะเข้าไปช่วยชีวิตผู้คนและลดความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ แต่กลับสกัดกั้นในการเข้าระงับเหตุ”

เป็นที่น่าสังเกตว่า มีปัญหารถดับเพลิงที่ใช้งานได้เพียง 300-400 คันเท่านั้น ที่เหลือต้องรอหมุนเวียนจากการซ่อมรถดับเพลิงอีก 499 คัน ที่กำลังทยอยซ่อมไม่เสร็จทั้งหมด ขณะที่รถดับเพลิงอีก 315 คัน และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ กทม. สั่งซื้อจากบริษัท สไตเออร์ฯ ประเทศออสเตรีย มูลค่า 6,687 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นปี 2549 ผ่านมาแล้ว 4 ปียังไม่สามารถนำมาใช้งานได้เพราะติดคดีที่อนุญาโตตุลาการและที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ทั้งที่ กทม.จ่ายค่ารถดับเพลิงไปแล้วถึง 7 งวด จน กทม.ต้องประสานรถดับเพลิงจากจังหวัดปริมณฑลมาใช้งานในครั้งนี้ถึง 36 คัน

นายยุทธศักดิ์ ร่มฉัตรทอง ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. บอกว่า ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดดังกล่าว กทม.จะนำมาปรับแผนการทำงานและกำหนดกลยุทธ์ใหม่โดยจะจัดอบรมเป็นหลักสูตรใหม่ทั้งเรื่องของการหาข้อมูล นอกจากพนักงานต้องมีเส้นทางสัญจรภายในขอบเขตพื้นที่สถานีที่ตัวเองสังกัดแล้ว ต้องหาพื้นที่เส้นทางลัดต่าง ๆ นอกเหนือเส้นทางในพื้นที่ด้วยเพื่อความสะดวกและเป็นทางเลือกในการเดินทางหากเจอกรณีการปิดเส้นทาง ต้องใช้หลักจิตวิทยาในการเจรจา รวมทั้งการสั่งการต่าง ๆ นอกจากการสั่งการทางวิทยุแต่รวมถึงระดับผู้บังคับบัญชาในการประสานงานนอกหน่วยกรณีมีการตั้งด่านสกัด รวมทั้งการผจญกับเหตุปะทะ ส่วนปัญหาที่ไม่ยึดหลักสากล เช่น สกัดเจ้าหน้าที่เข้าไประงับเหตุดับเพลิงนั้น อยากขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ สำหรับการนำรถดับเพลิงที่ติดคดีมาใช้งานนั้นเรื่องนี้ต้องรอนโยบายของผู้บริหาร แต่เบื้องต้นได้มีการประสานจังหวัดปริมณฑลมาสนับสนุนการปฏิบัติงานแล้ว ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีรถดับเพลิง กทม.เสียหายเล็กน้อยไม่กี่คัน เช่น กระจกไฟรถแตก เจ้าหน้าที่บาดเจ็บราว 5 นาย และไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากตามหลักการทำงานยึดหลักช่วยเหลือชีวิตผู้อื่น โดยหากมีโอกาสในการช่วยเหลือชีวิตประชาชนต้องดำเนินการจนถึงที่สุด แต่ต้องเซฟชีวิตตัวเองด้วย

บทเรียนหลังม็อบครั้งนี้ นอกจากการปรับแผนการทำงานแล้ว น่าจะเป็นจุดที่ทำให้คุณชายผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้ขบคิดว่า เสียเงินซื้อรถดับเพลิงใหม่ไปเกือบ 8,000 ล้าน ควรเร่งเจรจานำรถมาใช้งาน มากกว่าจอดตากแดดตากฝนเฉย ๆ รอคดียุติ.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

เผาวอด เอกชนร้องรัฐเยียวยาด่วน !

May 22nd, 2010


มิคสัญญีกันทั้งประเทศ!! เมื่อไฟสงครามลามทั่วเมืองไทยเพียงชั่วข้ามคืน ก็วอดวายชนิดประเมินค่ายังไม่ได้ ณ วินาทีนี้..รัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

เพราะมาตรการเดิม ๆ ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ คงไม่เพียงพอเสียแล้ว เห็นได้จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ที่เพิ่งสรุปความเสียหายเบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทแน่นอนแล้ว

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ยังไม่ยุติโดยเร็ว ไม่ต้องห่วงเลยว่าเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวไปมากเพียงใด เพราะเหตุการณ์ชั่วข้ามคืนที่ผ่านมานั้น ก็ทำให้เศรษฐกิจพังยับไปแล้ว 2-5%

แม้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังจะประเมินว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อกระทบไปยังส่วนต่าง ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2% หากยืดเยื้อนาน 6 เดือน จะกระทบเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 3% และหากปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ จะกระทบต่อเศรษฐกิจ 8%

คงไม่ต้องรอให้ประเทศพังพินาศไปมากกว่านี้อีก ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบจัดลำดับความคิดให้ตกผลึกเร็วที่สุด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลอดมาตรการเยียวยาให้ตรงกับความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายไม่ได้เจาะจงเฉพาะในพื้นที่แยกราชประสงค์หากต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาโดยเร็ว

ล่าสุด “คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม” กำลังระดมสมองเพื่อทบทวนนโยบายเดิมที่ก่อนหน้านี้เคยได้คลอดมาตรการช่วยเหลือบางส่วนออกมาบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการที่แท้จริง ขณะที่ “ไตรรงค์ สุวรรณ คีรี” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ กำลังระดมสมองที่ปรึกษาจากทุกภาคส่วนเพื่อยกเครื่องระบบเศรษฐกิจของประเทศใหม่ทั้งหมด

รวมทั้งนโยบายเฉพาะหน้าและระยะยาว ซึ่งทั้งหมดจะเห็นภาพชัดเจนในสัปดาห์หน้า หลังจากตกผลึกได้แล้วที่สำคัญการฟื้นฟูเร่งด่วนที่ถือเป็นนโยบายหลักและจะฟื้นฟูประเทศได้เร็วที่สุด จะเน้นไปที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยหลังจากที่เหตุการณ์สงบ และมีทางออกชัดเจนแล้ว จะหารือกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เป็นกรณีพิเศษทันที แต่ที่สำคัญ ต้องผลักดันนโยบายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการผลักดัน “มอเตอร์เวย์ ทางน้ำ” หรือแลนด์บริดจ์ ของประเทศที่ต่างประเทศต้องการลงทุนอยู่แล้ว

ด้านเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน หลังเหตุการณ์บานปลาย มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศขึ้นมาอย่างเร่งด่วน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูทั่วประเทศ เน้นการซ่อมแซมสถานที่ที่เสียหายจากเพลิงไหม้ให้ฟรี เร่งเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงให้สินเชื่อไม่คิดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำพิเศษ แก่ผู้เดือดร้อน เพื่อให้ทุกอย่างฟื้นตัวขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่เพียงเท่านี้ หากจะให้ทุกอย่างขับเคลื่อนต่อไปได้ “พรรคฝ่ายค้าน” ต้องหันมาร่วมมืออย่างจริงใจกับ “พรรคร่วมรัฐบาล” เพื่อช่วยกันกอบกู้ซากเศรษฐกิจ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความวิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สาเหตุหลัก มาจากพรรคการเมือง!!

ในแง่ของการค้าขาย ที่ยังไม่รู้ว่าความเสียหายครั้งนี้จะมีมูลค่าสูงเท่าใด แต่บรรดาเอกชนที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทยก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกเผาอาคารจนต้อง ปิดกิจการ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการขอให้รัฐเข้ามาช่วยดูแลด้านเงินทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำมาค้าขาย ทั้งในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เงินทุนหมุนเวียน หรือแม้แต่การยืดเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี หรือจนกว่าธุรกิจจะฟื้นตัวค่อยผ่อนชำระต่อ

แม้ว่าภาคการส่งออกจะไม่ได้รับผลกระทบในทันที แต่อนาคตอันใกล้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ ว่าประเทศคู่ค้าได้หันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านแทนไทย เพื่อเลี่ยงปัญหาความวุ่นวายทั้งหมด ดังนั้นรัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์แผนเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงจัดโรดโชว์และสารพัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อขายกับไทยอย่างยั่งยืน    สำหรับผลกระทบด้านแรงงาน ลูกจ้างของบริษัทที่ต้องปิดกิจการ รัฐต้องเป็นแกนหลักในการช่วยเหลือ ทั้งการชดเชยรายได้ลูกจ้าง นอกเหนือจากการชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้ว ที่สำคัญ ต้องเร่งช่วยหาอาชีพให้ผู้ที่ตกงานด้วย

เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่บรรดาผู้ประกอบการเตรียมเสนอมาตรการเยียวยาให้รัฐบาลพิจารณาเบื้องต้น ทั้งการให้รัฐรับผิดชอบจ่ายเงินเดือน 100% รวม 3 เดือน แก่พนักงานโรงแรมที่ได้รับผลกระทบในส่วนที่อยู่ในพื้นที่ราชประสงค์และต้องปิดให้บริการ เพราะขณะนี้ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้อีกแล้ว หลังไม่มีรายได้มานานกว่า 2 เดือน ส่วนโรงแรมที่อยู่ไกลออกไปจากพื้นที่ชุมนุม ต้องการให้ภาครัฐจ่ายเงินเดือนแก่พนักงาน 75% เป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านี้ ยังต้องการเงินหมุนเวียน โดยให้รัฐยืดเวลาชำระเงินกู้ออกไปอีก 3 ปี  ยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ยเป็น เวลา 6 เดือน โดยให้รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบการโรงแรมในเขตกทม. 3% โรงแรมต่างจังหวัด 2% สุดท้ายคือ ยกเว้นการชำระภาษีโรงเรือน และภาษีห้องพัก 80 บาทต่อห้องไปถึงปี 54 แม้กระทั่งการลดภาษีต่าง ๆ  ให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีรายได้เข้ามาในช่วงดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลต้องให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เข้ามาสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมอีก  5,000 ล้านบาท เพราะวงเงินเดิมที่ให้มาก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ

ในแง่ของพ่องานด้านท่องเที่ยวอย่าง “ชุมพล ศิลปอาชา” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รับว่ารัฐบาลต้องวางแผนฟื้นฟูประเทศใหม่ทั้งหมด เพราะขณะนี้เหตุการณ์รุนแรงมาก ซึ่ง “กรณ์ จาติก วณิช” รมว.คลัง กำลังหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เพื่อออกมาตรการที่ชัดเจนต่อไป ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยวนั้น ได้เสนอให้นายกฯพิจารณาแล้ว ทั้งการขอวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ รวมทั้งของบประมาณ 1,600 ล้านเพื่อให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปทำการตลาดเชิงรุกต่อไป

แน่นอนว่า ถ้าเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าที่ต้องรับกรรมจากการถูกวางเพลิง จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องหันมาดูแลเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” เพราะจนถึงขณะนี้ คงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกแล้วว่า ทรัพย์สินของผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำลายหายไป ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สยามพารากอน ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน โรงภาพยนตร์สยาม ยังไม่รวมถึงร้านค้าปลีกย่อย อย่าง เซเว่น-อีเลฟเว่น โลตัส เอ็กซ์เพรส ร้านโชห่วย ไม่เว้นแม้แต่สำนักงานของธนาคารอีกหลายแห่ง

ขณะที่สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (อาร์เอสทีเอ) ที่มีสมาชิกรวมกว่า 1,700 ราย วอนขอให้รัฐช่วยเหลือเพิ่มเติมทันที แม้ว่าในระยะแรกนั้น รัฐบาลได้ช่วยเหลือไปแล้วบางส่วน คือผ่อนผันการจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร ที่ผู้ประกอบการขอให้จ่ายภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงยุติการชุมนุมไปแล้ว 2 เดือน รวมถึงอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแล้ว 5,000 ล้านบาท และให้รัฐจ่ายเงิน 3,000 บาทให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ

แต่เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก วงเงินที่ช่วยเหลือสภาพคล่อง 5,000 ล้านบาท คงไม่เพียงพอ ต้องขอมากกว่านี้อีก พร้อมทั้งได้ขอให้รัฐเร่งอนุมัติมาตรการ ประกันวินาศภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ  เร่งผลักดัน พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุม ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องการให้รัฐเร่งผลักดันออกมาโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นกฎหมายที่จะเรียกความเชื่อมั่นคืนมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจที่จะเดินทางเข้ามาในไทย สุดท้าย ขอให้รัฐอัดฉีดงบประมาณเพื่อฟื้นฟูราชประสงค์ โดยมีแผนแล้วคือ จะปรับปรุงพื้นที่และสภาพแวดล้อมในย่านราชประสงค์ และแผนการตลาด ที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการในย่านนี้ทุกรายทำกิจกรรม คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน กว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

ฟากระบบขนส่งมวลชนของประเทศ ไล่ตั้งแต่ การบินไทย ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยหน้าเช่นกัน หลังจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง จนทำให้การบินแต่ละเที่ยวเหลือผู้โดยสารไม่ถึง 60% เบื้องต้นจะขอความช่วยเหลือ เทียบเท่ากับเหตุการณ์ “ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” คือ ขอลดหย่อนการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดหย่อนค่าธรรมเนียมจอดสนามบินไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

ส่วนอีก 2 แห่งที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อเหตุระทึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ต้องหยุดให้บริการทำให้สูญรายได้วันละ 10 ล้านบาท จนขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายเพื่อเสนอให้รัฐบาลเข้ามาเยียวยาเช่นกัน ขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้น จากที่ต้องเสียรายได้ถึงวันละ 5 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาที่ออกมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว คือ การของบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ยังคงว่าจ้างแรงงานอยู่ต่อไปแม้ว่าจะไม่เปิดกิจการก็ตาม 427 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับค่าเช่าจากผู้ค้ารายย่อย 351 ล้านบาท ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เสนอมาตรการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ยุติ ที่ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที ทั้งเรื่องการฟื้นฟูปรับปรุงภูมิทัศน์ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น การสร้างการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสนับสนุนให้ส่วนราชการจัดประชุมสัมมนาในโรงแรมในพื้นที่ราชประสงค์ เป็นต้น

กรณีการขอลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 0% (แวตฟรี) ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องแก้กฎหมาย ขณะที่การขอให้นำรายจ่ายจากมาตรการส่งเสริมการตลาดมาหักภาษีได้ 2 เท่านั้น กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ เพื่อนำเสนอต่อครม.ต่อไป ขณะที่การขอส่งเสริมการลงทุนเป็นเวลา 3 ปี ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างจากเหตุการณ์สึนามิที่ทรัพย์สินทั้งหมดหายไป

ด้านมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างนอกระบบ ที่มีกว่า 800 คนนั้น ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงแรงงานไปเร่งจดทะเบียนและดูแลรายละเอียดให้ชัดเจนต่อไป เบื้องต้นยังคงใช้แนวทางช่วยเหลือเดิม คือการให้เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประมาณ 3,000 บาท แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ขณะที่ลูกจ้าง 27,192 คนที่แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานแต่ยังได้รับค่าจ้างจากนายจ้างอยู่นั้น ทางกระทรวงแรงงานจะให้การช่วยเหลือตามกฎหมายแรงงานต่อไป

ข้อเรียกร้องทั้งหมดนั้น แม้จะยังไม่ได้กำหนดออกมาเป็นมาตรการเยียวยาอย่างเป็นทางการ แต่ที่เบาใจได้ในระดับหนึ่งนั่นคือเสียงของ “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ที่ยืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเฉพาะหน้า เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ หลังจากต้องทนรับกรรมที่ไม่ได้ก่อมานานกว่า 2 เดือน และส่งผลกระทบต่อจีดีพีมากกว่า 0.5% หรือกว่า 50,000 ล้านบาทไปแล้ว และยอมรับว่ามาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ ดังนั้นมาตรการใหม่ที่จะออกมานี้ ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ตกลงหรือมีรายได้ลดลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเร็ว ๆ นี้ จะมีข่าวดีออกมาแน่นอน และมั่นใจได้ว่ากระทรวงการคลังมีแหล่งเงินพร้อม!!

เนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่กำลังโงหัวขึ้นมา ทำให้รัฐมีรายได้สูงกว่าเป้าหมายถึง 170,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมเงินที่อายัดมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีอีก 46,373 ล้านบาทด้วย เมื่อรวมแล้ว ณ สิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลมีเงินคงคลังมากกว่า 159,000 ล้านบาททีเดียว

ขณะเดียวกัน หนทางที่รัฐบาลจะทำได้รวดเร็วที่สุดในเวลานี้ นั่นคือการเร่งรัดให้ทุกส่วนภาคราชการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 53.9% ขณะที่งบประมาณไทยเข้มแข็ง ที่อย่างน้อยเบิกจ่ายไปกว่า 134,000 ล้านบาทแล้วหรือ 38.4%

โดยแผนเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีหลังจากนี้ คือต้องกำหนดแนววิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้น โดยกระทรวงการคลังได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีโจทย์ว่าต้องช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ประกอบด้วย มาตรการทางภาษี เพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป และการใช้เงินสดเพื่อจ่ายตรงให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลทรัพย์สินทางราชการและของภาคเอกชนที่เสียหายทุกกรณี!!

ส่วนจะใช้เงินมากน้อยเพียงใดยังไม่ได้สรุป แต่คาดว่าไม่ต่ำกว่าหลายพันล้านบาทแน่นอน ทั้งนี้จะพิจารณารายละเอียดอีกครั้งหลังเหตุการณ์สงบ จากนั้นจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อสรุป และนำเข้าที่ประชุมครม.โดยเร็วที่สุด

ขณะนี้ แม้จะยังไม่ทราบว่าความเสียหายกระจายไปจุดใดบ้าง แต่ยืนยันว่าจะพยายามกู้ชีพเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยยังลุกขึ้นมา และก้าวเดินต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทั้งชาติด้วยเช่นกัน!.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ศุลกากรจับหนุ่มโรตีแอบขนไอซ์

May 22nd, 2010

ศุลกากรฟิตจับหนุ่มโรตีแอบขนไอซ์ข้ามประเทศ10โลคาด่านสุวรรณภูมิ

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 21 พ.ค. ที่ช่องตรวจหมายเลข 7 โซน B อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายเอกลาภ รัตนรุจ ผอ.สำนักศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แถลงข่าวจับกุมชาวอินเดีย ลักลอบนำเข้ายาไอซ์น้ำหนัก 10 กิโลกรัม มูลค่ากว่า  40   ล้านบาท โดยช่วงเวลา 06.30 น. เจ้าหน้าที่ศุลกากรสำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร ได้พบชายต้องสงสัยท่าทางมีพิรุธบริเวณช่องตรวจไม่มีของต้องสำแดง หมายเลข 7 โซน B อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศขาเข้า จากการตรวจสอบหนังสือเดินทางหมายเลข H8989360 พบว่าเป็น ชาวอินเดีย  ชื่อนายเปรมกุมาร์ คอนดูซามี  อายุ 24 ปี  เดินทางมาจากเมือง มุมไบ ประเทศอินเดีย มายังประเทศไทยโดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 318 พร้อมกระเป๋าเดินทาง 2 ใบ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบวัตถุมีลักษณะเป็นเกล็ดผลึกใสเหมือนน้ำแข็ง ใส่ถุงพลาสติกใส 8 ถุง ซุกซ่อนไว้ในช่องลับภายในกระเป๋า จากการตรวจสอบ พบเป็นยาไอซ์ น้ำหนักรวมประมาณ 10 กิโลกรัม   มูลค่ากว่า 40  ล้านบาท  เจ้าหน้าที่ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหานำของต้องห้ามประเภทยาเสพติดให้โทษเข้ามาในราชอาณาจักร อันเป็นความผิดตามมาตรา 27  พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 และ พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง คุมตัวส่ง บช.ปส. ดำเนินคดี

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2552 ถึง พ.ค.2553 กรมศุลกากรสามารถจับกุมยาเสพติดให้โทษ  ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ทั้งสิ้น 42 ราย เป็นเฮโรอีน 13 ราย โคเคน 4 ราย  ยาไอซ์ 24 ราย รวมน้ำหนัก   84.536 กิโลกรัม คิดเป็นเงินมูลค่ากว่า 260.8 ล้านบาท.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

สภาฯเตรียมถกงบปี54

May 22nd, 2010

สภาฯเตรียมถกงบปี54 มูลค่า 2.07ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.7 แสนล้านบาท เน้น 8 ยุทธศาสตร์หลัก

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระแรก วันที่ 26 -27 พ.ค.นั้น รัฐบาลมีกำหนดให้เป็นงบประมาณขาดดุล วงเงินงบประมาณ จำนวน 2,070,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 3.7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 สำหรับงบประมาณปี 54 จำนวน 2.07 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 1.รายจ่ายประจำ 1,662,604.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 227,894.1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 โดยรายจ่ายประจำดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80.3 ของวงเงินงบประมาณ 2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 30,346.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของวงเงินงบประมาณ 3.รายจ่ายลงทุน จำนวน 344,495.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 130,126.1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 60.7 โดยรายจ่ายลงทุนคิดเป็นร้อยละ 16.6 ของวงเงินงบประมาณ และเปรียบเทียบกับปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ 12.6 4.รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 32,554.6 ล้านบาท ลดลงจากปี 2553 จำนวน 18,366.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 36.1 โดยรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้คิดเป็นร้อยละ 1.6 ของวงเงินงบประมาณ

ทั้งนี้หากพิจารณาสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายปี 2554 จำแนกตามกระทรวง หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1.กระทรวงศึกษาธิการ 388,050,318,700 บาท หรือร้อยละ 18.7 อันดับ 2.งบกลาง 265,763,000,000 บาท หรือร้อยละ 12.8  อันดับ 3.กระทรวงมหาดไทย 231,685,000,000 บาท หรือร้อยละ 11.2 อันดับ 4.กระทรวงการคลัง 209,119,990,000 บาท หรือร้อยละ 10.1 อันดับ 5.กระทรวงกลาโหม 170,285,022,900 บาท หรือร้อยละ 8.2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2554 โดยสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น เศรษฐกิจไทยปี 2553 คาดว่าจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5-4.5 และ อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 3.0-4.0 ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าใหม่ในเอเชีย ซึ่งส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวในอัตราสูง สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2554 คาดว่า จะขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5-4.5 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 2.0-3.0 โดยมีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญจากการขยายตัวของการส่งออก ประกอบกับการดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาของรัฐบาล เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการบริโภคและการจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ พ.ศ.2553

ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การคาดการณ์ในปี 2554 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง ทั้งในเรื่องความเชื่อมั่น การท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุน รวมทั้งแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกของไทย การผันผวนของราคาน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 หากแบ่งตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ แบ่งได้ 8 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ จำนวน 161,989 ล้านบาท 2.ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ จำนวน 186,364.5 ล้านบาท 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จำนวน 624,418.7 ล้านบาท 4.ยุทธศาสตร์การจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำนวน 219,797.3 ล้านบาท 5.ยุทธศาสตร์การบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภาวะภูมิอากาศของโลก จำนวน 36,945.9 ล้านบาท 6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม จำนวน 18,532.3 ล้านบาท 7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวน 8,182.6 ล้านบาท 8.ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จำนวน 304,287.6 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 509,473.1 ล้านบาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

EU ชี้รัฐเปิดช่อง คุย “แม้ว”

May 22nd, 2010

อียูเสนอตัวช่วยแผนปรองดองสร้างสามัคคี-นักวิชาการชี้รัฐควรเปิดช่องเจรา”ทักษิณ”

วันนี้ (21 พ.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ว่า นางแคทเธอรีน แอชตัน หัวหน้าฝ่ายกิจการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการสูญเสียชีวิตจากการประท้วงในกรุงเทพฯ และจุดอื่น ๆ ในประเทศไทย พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลไทยฟื้นฟูกฎระเบียบ ด้วยการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และอิสรภาพอย่างเต็มที่

นางแอชตัน กล่าวต่อว่า ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ได้ มีแต่จะสร้างความเสียหายต่อประเทศ ในฐานะเพื่อนของประเทศไทย อียูขอเสนอความช่วยเหลือ ในกระบวนการเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองแห่งชาติ

ด้านนายปวีณ ชัชวาลพงศ์พันธุ์ นักวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยต้องหันหน้าเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อไม่ให้วิกฤติของประเทศ เลวร้ายลงกว่าที่เป็นอยู่ ก่อนหน้านี้รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ ตัดสินใจผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงการใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงหรือการกดดัน ลงโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่เร็วก็ช้า รัฐบาลไทยต้องเปิดช่องทางสื่อสารกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะหากถูกโดดเดี่ยว อดีตนายกฯ ทักษิณ สามารถทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ป่วนไม่เลิก!

May 22nd, 2010

กลุ่มโจ๋ซิ่งป่วนกวนเมืองปากน้ำเผายาง ทุบตู้เอทีเอ็ม เย้ยเคอร์ฟิว

เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 22 พ.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ รับแจ้งมีกลุ่มวันรุ่นก่อความวุ่นวายบนถนนเทพารักษ์ หลัก กม. 5 ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จึงไปตรวจสอบ พบบริเวณเกาะกลางถนนมีกองยางรถยนต์ 3 เส้นถูกเผาอยู่ จึงประสานรถดับเพลิงมาฉีดดับ นอกจากนี้ยังพบว่ามี่ตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงไทย สาขาหนามแดง ที่อยู่ใกล้กันถูกทุบจอแตก โดยมีชาวบ้านในละแวกเห็นกลุ่มวัยรุ่นขี่ จยย. ฟีโน่ ไม่ทราบรายละเอียดมาก่อเหตุ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งสกัดจับ แต่ไม่พบ

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ได้รับแจ้งมีสัญญาณเตือนภัยดังที่บริษัท ไทยอิเล็คโทรนิค จำกัด เลขที่ 999/1-2 ถนนกิ่งแก้ว-คลองขุด ต.บางพลี อ.บางพลี จึงเดินทางไปตรวจสอบ แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติ อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่ากลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่พยายามก่อเหตุในช่วงเวลาที่รัฐบาลมีการประกาศเคอร์ฟิว ซึ่งถือเป็นการท้าทายอำนาจหรือเพราะเพียงความคึกคะนองเท่านั้น.  ที่มา:www.dailynews.co.th

news, ข่าวการเมือง , , , ,

อาเซียน หวั่นเหตุในไทยกระทบภูมิภาค

May 22nd, 2010

อาเซียนห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยหวั่นกระทบต่อภูมิภาคชี้ควรแก้ไขอย่างสันติวิธี

วันนี้ (21 พ.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม ว่า เวียดนามในฐานะชาติประธานปัจจุบันของสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ออกแถลงการณ์ เน้นย้ำสันติภาพและความมั่นคงของไทย เป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการเคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อเป้าหมายไปสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 แถลงการณ์ที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้น เกี่ยวกับกิจการภายในของชาติสมาชิกอาเซียน ยังได้แสดงความวิตกต่อสถานการณ์ ความรุนแรงในประเทศไทย และชาติสมาชิกอื่น ๆ ของอาเซียน ต่างให้การสนับสนุน ประชาชนและรัฐบาลไทย ในการหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ด้วยการเจรจา รวมทั้งเคารพในหลักการประชาธิปไตยและนิติธรรมโดยเคร่งครัด.   ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

กลาโหม การหารือช่วยเหลือประชาชน

May 22nd, 2010

ปลัดกห.เร่งจัดประชุมนัดแรกของคณะกรรมการฉก.ช่วยเหลือประชาชน

ที่กระทรวงกลาโหม วันนี้ (22 พ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. พลเอกอภิชาต  เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่ออำนวยการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะเร่งด่วน  ตามคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ( ศอฉ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจฯ โดยมีคณะกรรมการเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงยุติธรรม  เลขาธิการสภาการศึกษา  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ  เสนาธิการทหาร  เสนาธิการทหารบก ปลัดกรุงเทพมหานคร  อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เจ้ากรมพระธรรมนูญ  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนกลาโหม และผู้แทนสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการดังกล่าว มีหน้าที่ในการประสานงานการให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆ  รวมทั้งเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการรักษากฎหมายและความเป็นระเบียบของสังคม โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ครอบคลุมพื้นที่ในเขตท้องที่ตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด และสามารถแต่งตั้งอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยปฏิบัติหน้าที่ในด้านต่างๆ ได้ ทั้งนี้ จะต้องเร่งการปฏิบัติ และรายงานผลให้ ศอฉ. ทราบ

รายงานข่าวเปิดเผยว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ เป็นการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจฯครั้งแรกเพื่อการประสานงาน และรับทราบแนวทางการปฏิบัติงานในการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟู บรรเทาความเดือดร้อน ให้กับพี่น้องประชาชน บริษัท  ห้างร้าน ตลอดจนส่วนราชการต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น เพื่อให้สังคมไทยกลับเข้าสู่ความเป็นปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา:www.dailynews.co.th

news, ข่าวการเมือง , , , ,