
มิคสัญญีกันทั้งประเทศ!! เมื่อไฟสงครามลามทั่วเมืองไทยเพียงชั่วข้ามคืน ก็วอดวายชนิดประเมินค่ายังไม่ได้ ณ วินาทีนี้..รัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเร่งด่วน
เพราะมาตรการเดิม ๆ ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ คงไม่เพียงพอเสียแล้ว เห็นได้จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ที่เพิ่งสรุปความเสียหายเบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทแน่นอนแล้ว
ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ยังไม่ยุติโดยเร็ว ไม่ต้องห่วงเลยว่าเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวไปมากเพียงใด เพราะเหตุการณ์ชั่วข้ามคืนที่ผ่านมานั้น ก็ทำให้เศรษฐกิจพังยับไปแล้ว 2-5%
แม้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังจะประเมินว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อกระทบไปยังส่วนต่าง ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2% หากยืดเยื้อนาน 6 เดือน จะกระทบเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 3% และหากปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ จะกระทบต่อเศรษฐกิจ 8%
คงไม่ต้องรอให้ประเทศพังพินาศไปมากกว่านี้อีก ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบจัดลำดับความคิดให้ตกผลึกเร็วที่สุด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลอดมาตรการเยียวยาให้ตรงกับความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายไม่ได้เจาะจงเฉพาะในพื้นที่แยกราชประสงค์หากต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาโดยเร็ว
ล่าสุด “คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม” กำลังระดมสมองเพื่อทบทวนนโยบายเดิมที่ก่อนหน้านี้เคยได้คลอดมาตรการช่วยเหลือบางส่วนออกมาบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการที่แท้จริง ขณะที่ “ไตรรงค์ สุวรรณ คีรี” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ กำลังระดมสมองที่ปรึกษาจากทุกภาคส่วนเพื่อยกเครื่องระบบเศรษฐกิจของประเทศใหม่ทั้งหมด
รวมทั้งนโยบายเฉพาะหน้าและระยะยาว ซึ่งทั้งหมดจะเห็นภาพชัดเจนในสัปดาห์หน้า หลังจากตกผลึกได้แล้วที่สำคัญการฟื้นฟูเร่งด่วนที่ถือเป็นนโยบายหลักและจะฟื้นฟูประเทศได้เร็วที่สุด จะเน้นไปที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยหลังจากที่เหตุการณ์สงบ และมีทางออกชัดเจนแล้ว จะหารือกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เป็นกรณีพิเศษทันที แต่ที่สำคัญ ต้องผลักดันนโยบายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการผลักดัน “มอเตอร์เวย์ ทางน้ำ” หรือแลนด์บริดจ์ ของประเทศที่ต่างประเทศต้องการลงทุนอยู่แล้ว
ด้านเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน หลังเหตุการณ์บานปลาย มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศขึ้นมาอย่างเร่งด่วน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูทั่วประเทศ เน้นการซ่อมแซมสถานที่ที่เสียหายจากเพลิงไหม้ให้ฟรี เร่งเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงให้สินเชื่อไม่คิดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำพิเศษ แก่ผู้เดือดร้อน เพื่อให้ทุกอย่างฟื้นตัวขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่เพียงเท่านี้ หากจะให้ทุกอย่างขับเคลื่อนต่อไปได้ “พรรคฝ่ายค้าน” ต้องหันมาร่วมมืออย่างจริงใจกับ “พรรคร่วมรัฐบาล” เพื่อช่วยกันกอบกู้ซากเศรษฐกิจ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความวิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สาเหตุหลัก มาจากพรรคการเมือง!!
ในแง่ของการค้าขาย ที่ยังไม่รู้ว่าความเสียหายครั้งนี้จะมีมูลค่าสูงเท่าใด แต่บรรดาเอกชนที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทยก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกเผาอาคารจนต้อง ปิดกิจการ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการขอให้รัฐเข้ามาช่วยดูแลด้านเงินทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำมาค้าขาย ทั้งในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เงินทุนหมุนเวียน หรือแม้แต่การยืดเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี หรือจนกว่าธุรกิจจะฟื้นตัวค่อยผ่อนชำระต่อ
แม้ว่าภาคการส่งออกจะไม่ได้รับผลกระทบในทันที แต่อนาคตอันใกล้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ ว่าประเทศคู่ค้าได้หันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านแทนไทย เพื่อเลี่ยงปัญหาความวุ่นวายทั้งหมด ดังนั้นรัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์แผนเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงจัดโรดโชว์และสารพัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อขายกับไทยอย่างยั่งยืน สำหรับผลกระทบด้านแรงงาน ลูกจ้างของบริษัทที่ต้องปิดกิจการ รัฐต้องเป็นแกนหลักในการช่วยเหลือ ทั้งการชดเชยรายได้ลูกจ้าง นอกเหนือจากการชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้ว ที่สำคัญ ต้องเร่งช่วยหาอาชีพให้ผู้ที่ตกงานด้วย
เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่บรรดาผู้ประกอบการเตรียมเสนอมาตรการเยียวยาให้รัฐบาลพิจารณาเบื้องต้น ทั้งการให้รัฐรับผิดชอบจ่ายเงินเดือน 100% รวม 3 เดือน แก่พนักงานโรงแรมที่ได้รับผลกระทบในส่วนที่อยู่ในพื้นที่ราชประสงค์และต้องปิดให้บริการ เพราะขณะนี้ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้อีกแล้ว หลังไม่มีรายได้มานานกว่า 2 เดือน ส่วนโรงแรมที่อยู่ไกลออกไปจากพื้นที่ชุมนุม ต้องการให้ภาครัฐจ่ายเงินเดือนแก่พนักงาน 75% เป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน
ไม่เพียงเท่านี้ ยังต้องการเงินหมุนเวียน โดยให้รัฐยืดเวลาชำระเงินกู้ออกไปอีก 3 ปี ยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ยเป็น เวลา 6 เดือน โดยให้รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบการโรงแรมในเขตกทม. 3% โรงแรมต่างจังหวัด 2% สุดท้ายคือ ยกเว้นการชำระภาษีโรงเรือน และภาษีห้องพัก 80 บาทต่อห้องไปถึงปี 54 แม้กระทั่งการลดภาษีต่าง ๆ ให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีรายได้เข้ามาในช่วงดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลต้องให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เข้ามาสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมอีก 5,000 ล้านบาท เพราะวงเงินเดิมที่ให้มาก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ
ในแง่ของพ่องานด้านท่องเที่ยวอย่าง “ชุมพล ศิลปอาชา” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รับว่ารัฐบาลต้องวางแผนฟื้นฟูประเทศใหม่ทั้งหมด เพราะขณะนี้เหตุการณ์รุนแรงมาก ซึ่ง “กรณ์ จาติก วณิช” รมว.คลัง กำลังหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เพื่อออกมาตรการที่ชัดเจนต่อไป ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยวนั้น ได้เสนอให้นายกฯพิจารณาแล้ว ทั้งการขอวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ รวมทั้งของบประมาณ 1,600 ล้านเพื่อให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปทำการตลาดเชิงรุกต่อไป
แน่นอนว่า ถ้าเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าที่ต้องรับกรรมจากการถูกวางเพลิง จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องหันมาดูแลเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” เพราะจนถึงขณะนี้ คงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกแล้วว่า ทรัพย์สินของผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำลายหายไป ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สยามพารากอน ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน โรงภาพยนตร์สยาม ยังไม่รวมถึงร้านค้าปลีกย่อย อย่าง เซเว่น-อีเลฟเว่น โลตัส เอ็กซ์เพรส ร้านโชห่วย ไม่เว้นแม้แต่สำนักงานของธนาคารอีกหลายแห่ง
ขณะที่สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (อาร์เอสทีเอ) ที่มีสมาชิกรวมกว่า 1,700 ราย วอนขอให้รัฐช่วยเหลือเพิ่มเติมทันที แม้ว่าในระยะแรกนั้น รัฐบาลได้ช่วยเหลือไปแล้วบางส่วน คือผ่อนผันการจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร ที่ผู้ประกอบการขอให้จ่ายภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงยุติการชุมนุมไปแล้ว 2 เดือน รวมถึงอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแล้ว 5,000 ล้านบาท และให้รัฐจ่ายเงิน 3,000 บาทให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ
แต่เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก วงเงินที่ช่วยเหลือสภาพคล่อง 5,000 ล้านบาท คงไม่เพียงพอ ต้องขอมากกว่านี้อีก พร้อมทั้งได้ขอให้รัฐเร่งอนุมัติมาตรการ ประกันวินาศภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เร่งผลักดัน พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุม ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องการให้รัฐเร่งผลักดันออกมาโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นกฎหมายที่จะเรียกความเชื่อมั่นคืนมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจที่จะเดินทางเข้ามาในไทย สุดท้าย ขอให้รัฐอัดฉีดงบประมาณเพื่อฟื้นฟูราชประสงค์ โดยมีแผนแล้วคือ จะปรับปรุงพื้นที่และสภาพแวดล้อมในย่านราชประสงค์ และแผนการตลาด ที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการในย่านนี้ทุกรายทำกิจกรรม คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน กว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้
ฟากระบบขนส่งมวลชนของประเทศ ไล่ตั้งแต่ การบินไทย ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยหน้าเช่นกัน หลังจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง จนทำให้การบินแต่ละเที่ยวเหลือผู้โดยสารไม่ถึง 60% เบื้องต้นจะขอความช่วยเหลือ เทียบเท่ากับเหตุการณ์ “ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” คือ ขอลดหย่อนการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดหย่อนค่าธรรมเนียมจอดสนามบินไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
ส่วนอีก 2 แห่งที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อเหตุระทึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ต้องหยุดให้บริการทำให้สูญรายได้วันละ 10 ล้านบาท จนขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายเพื่อเสนอให้รัฐบาลเข้ามาเยียวยาเช่นกัน ขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้น จากที่ต้องเสียรายได้ถึงวันละ 5 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาที่ออกมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว คือ การของบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ยังคงว่าจ้างแรงงานอยู่ต่อไปแม้ว่าจะไม่เปิดกิจการก็ตาม 427 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับค่าเช่าจากผู้ค้ารายย่อย 351 ล้านบาท ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เสนอมาตรการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ยุติ ที่ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที ทั้งเรื่องการฟื้นฟูปรับปรุงภูมิทัศน์ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น การสร้างการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสนับสนุนให้ส่วนราชการจัดประชุมสัมมนาในโรงแรมในพื้นที่ราชประสงค์ เป็นต้น
กรณีการขอลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 0% (แวตฟรี) ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องแก้กฎหมาย ขณะที่การขอให้นำรายจ่ายจากมาตรการส่งเสริมการตลาดมาหักภาษีได้ 2 เท่านั้น กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ เพื่อนำเสนอต่อครม.ต่อไป ขณะที่การขอส่งเสริมการลงทุนเป็นเวลา 3 ปี ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างจากเหตุการณ์สึนามิที่ทรัพย์สินทั้งหมดหายไป
ด้านมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างนอกระบบ ที่มีกว่า 800 คนนั้น ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงแรงงานไปเร่งจดทะเบียนและดูแลรายละเอียดให้ชัดเจนต่อไป เบื้องต้นยังคงใช้แนวทางช่วยเหลือเดิม คือการให้เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประมาณ 3,000 บาท แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ขณะที่ลูกจ้าง 27,192 คนที่แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานแต่ยังได้รับค่าจ้างจากนายจ้างอยู่นั้น ทางกระทรวงแรงงานจะให้การช่วยเหลือตามกฎหมายแรงงานต่อไป
ข้อเรียกร้องทั้งหมดนั้น แม้จะยังไม่ได้กำหนดออกมาเป็นมาตรการเยียวยาอย่างเป็นทางการ แต่ที่เบาใจได้ในระดับหนึ่งนั่นคือเสียงของ “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ที่ยืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเฉพาะหน้า เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ หลังจากต้องทนรับกรรมที่ไม่ได้ก่อมานานกว่า 2 เดือน และส่งผลกระทบต่อจีดีพีมากกว่า 0.5% หรือกว่า 50,000 ล้านบาทไปแล้ว และยอมรับว่ามาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ ดังนั้นมาตรการใหม่ที่จะออกมานี้ ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ตกลงหรือมีรายได้ลดลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเร็ว ๆ นี้ จะมีข่าวดีออกมาแน่นอน และมั่นใจได้ว่ากระทรวงการคลังมีแหล่งเงินพร้อม!!
เนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่กำลังโงหัวขึ้นมา ทำให้รัฐมีรายได้สูงกว่าเป้าหมายถึง 170,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมเงินที่อายัดมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีอีก 46,373 ล้านบาทด้วย เมื่อรวมแล้ว ณ สิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลมีเงินคงคลังมากกว่า 159,000 ล้านบาททีเดียว
ขณะเดียวกัน หนทางที่รัฐบาลจะทำได้รวดเร็วที่สุดในเวลานี้ นั่นคือการเร่งรัดให้ทุกส่วนภาคราชการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 53.9% ขณะที่งบประมาณไทยเข้มแข็ง ที่อย่างน้อยเบิกจ่ายไปกว่า 134,000 ล้านบาทแล้วหรือ 38.4%
โดยแผนเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีหลังจากนี้ คือต้องกำหนดแนววิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้น โดยกระทรวงการคลังได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีโจทย์ว่าต้องช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ประกอบด้วย มาตรการทางภาษี เพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป และการใช้เงินสดเพื่อจ่ายตรงให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลทรัพย์สินทางราชการและของภาคเอกชนที่เสียหายทุกกรณี!!
ส่วนจะใช้เงินมากน้อยเพียงใดยังไม่ได้สรุป แต่คาดว่าไม่ต่ำกว่าหลายพันล้านบาทแน่นอน ทั้งนี้จะพิจารณารายละเอียดอีกครั้งหลังเหตุการณ์สงบ จากนั้นจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อสรุป และนำเข้าที่ประชุมครม.โดยเร็วที่สุด
ขณะนี้ แม้จะยังไม่ทราบว่าความเสียหายกระจายไปจุดใดบ้าง แต่ยืนยันว่าจะพยายามกู้ชีพเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยยังลุกขึ้นมา และก้าวเดินต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทั้งชาติด้วยเช่นกัน!.
ที่มา:www.dailynews.co.th
wie2007 news รัฐบาล, เผาเมือง, เศรษฐกิจ, เศรษฐกิจไทย, เอกชล
โพสต์ล่าสุด