วันนี้ (24พ.ค.) บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้ ซึ่งเปิดทำการวันแรกของสัปดาห์ หลังปิดทำการช่วง 2 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมาจากเหตุจลาจลในกรุงเทพฯ โดยทันทีที่เปิดตลาดดัชนีเหวี่ยงตัวลงอย่างแรงกว่า 6 จุด และไหลลงลึกตลอดการซื้อขาย ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ติดลบกันทั่วหน้า แม้ปัญหาการเมืองในประเทศจะเริ่มคลี่คลายระดับหนึ่งแล้วก็ตาม ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลักทั้งพลังงาน และธนาคาร โดย ณ เวลา 11.03 น. ดัชนีอยู่ที่ 750.56 จุด ลดลง 14.98 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9,794.68 จุด
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งการเปลี่ยนแปลงสถานที่ให้บริการผู้ลงทุน และผู้ติดต่อรับส่งเอกสาร เป็น ณ ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น 2 บริเวณห้องสมุดมารวย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พ.ค. เป็นต้นไป เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดให้บริการ ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก เป็นการชั่วคราว โดยมีรายละเอียดการให้บริการ ดังนี้
•บริการ TSD Counter Service สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ บริการ e-Dividend เป็นต้น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.
•บริการรับ-ส่ง เอกสารของบริษัทสมาชิก เอกสารการรับ-จ่ายเงิน และเอกสารทั่วไป
สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.0-2354-2087 , 08-7008-1347 และ 08-7008-1388
สำหรับกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนผู้ลงทุน หรือ Opportunity Day จะเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 25 พ.ค. เป็นต้นไป โดยมีกำหนดจัด ณ ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น 2 บริเวณห้องสมุดมารวย โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th หรือ สอบถามกิจกรรม อบรม สัมมนา ข่าวบริษัทจดทะเบียน และอื่น ๆ รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนที่ต้องการติดต่อ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดต่อ S-E-T Call Center โทร. 0-2229-2222 e-mail: SETCallCenter@set.or.th
สอบถามข้อมูลผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล การเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการถือหลักทรัพย์ ติดต่อ TSD Call Center โทร.0-2229-2888 หรือ e-mail: TSDCallCenter@set.or.th
ที่มา:www.dailynews.co.th
wie2007 news, ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวเศรษฐกิจ, ตลาดหุ้น, นักลงทุน, หุ้นไทย, เศรษฐกิจ
“สวนดุสิตโพล”ชี้มาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงของรัฐ พบคนกรุง-ปริมณฑลต่างขานรับ เหตุช่วยลดภาระประชาชน แนะควรลดราคาเบนซินด้วย โดยลดเก็บภาษีสรรพสามิต-ค่าการตลาด วัน ที่ 15 ส.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับ “รายการก่อนตัดสินใจ” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ที่มีต่อมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงของ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เสนอให้ลดการนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงานในส่วนของ น้ำมันดีเซลลิตรละ 2 บาท พร้อมตรึงราคาก๊าซหุงต้ม แอลพีจี (LPG) และ ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์เอ็นจีวี (NGV) รวมถึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที-FT) ไปจนถึงเดือน ส.ค.2553 เพื่อลดภาระให้แก่ประชาชน พบว่า ราคาน้ำมันในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 39.76 ทำให้ต้องมีการประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.38 และหันมาใช้บริการรถสาธารณะเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 11.81 รวมทั้งต้องทำงานหนักขึ้น ร้อยละ 10.63
ผลสำรวจพบว่า ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาพลังงานเรื่องราคาน้ำมัน สูงสุดร้อยละ 49.06 รองลงมาคือก๊าซเอ็นจีวี ร้อยละ 39.60 ราคาก๊าซหุงต้ม แอลพีจี ร้อยละ 10.08 และราคาค่าไฟฟ้า ร้อยละ 1.26
ส่วนกรณีคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ มีมติให้ลดจำนวนเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันดีเซล บี-2 ลดลง 2 บาท/ลิตร และ บี-5ถูกลง 40สตางค์/ลิตร ประชาชนร้อยละ 34.96 เห็นว่าเหมาะสม ส่วนร้อยละ 39.02 ไม่แน่ใจ ขณะที่ร้อยละ 26.02 เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะร้อยละ 75 เห็นว่า ควรมีการลดราคาน้ำมันเบนซินทุกประเภทด้วย
อย่างไรก็ตาม ประชาชนร้อยละ 59.68 เห็นว่ารัฐบาลควรใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้น้ำมันดีเซลและเบนซินลดลง นอกจากนี้ ร้อยละ 53.54 เห็นว่ารัฐบาลควรผลักดันให้ลดค่าการตลาดด้วยเพื่อทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและ เบนซินลดลง
สำหรับนโยบายตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ก๊าซเอ็นจีวี และ อัตราค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟทีต่อเป็นระยะเวลา 1 ปี ร้อยละ 58.26 ต่างเห็นด้วย เพราะเป็นการช่วยลดภาระให้ประชาชน โดยร้อยละ 34.24 เห็นว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดันพลังงานทุกประเภทอย่างเร่งด่วน ร้อยละ 33.15 เห็นว่าควรรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ร้อยละ 27.17เสนอให้ เร่งก่อสร้างระบบมวลชนสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาพลังงานและราคาน้ำมันแพงอย่างจริงจัง
credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=2292
shopping ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวธุรกิจ, ข่าวเศรษฐกิจ, ดุสิตโพล, รัฐ, ราคาดีเซล, ลดราคาดีเซล, ลดเบนซิน, สวนดุสิตโพล, เศรษฐกิจ
บริษัทลีสซิ่งกสิกรไทย เชื่อ ยอดจำหน่ายรถยนต์จะฟื้นตัวครึ่งปีหลัง เผย 7 เดือนแรก ปล่อยสินเชื่อได้แล้ว 17,000 ล้านบาท …
นาย อิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์จะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง หลังจากการส่งออกปรับตัวดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ รถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถนั่งขนาดกลางประหยัดพลังงานมีความต้องการมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ 230,000-250,000 คัน หรือลดลงต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ยอดขายปรับตัวลดลง 28% โดยทั้งปียอดขายรถยนต์จะอยู่ที่ 450,000-460,000 คัน หรือลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ทั้งนี้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่การดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้ว 17,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าระยะเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีจะปล่อยสินเชื่อใหม่ตามเป้าได้ที่ 30,000 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิ 7 เดือนแรกอยู่ที่ 103 ล้านบาท ทั้งปีตั้งเป้าไว้ที่ 226 ล้านบาท สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 7 เดือนแรกอยู่ที่ 2.1% ของสินเชื่อ สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 2.01% โดยปลายเดือนนี้จะออกเมนูการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าดีที่ผ่อนชำระตรงมา โดยตลอดแต่ประสบปัญหารายได้ไม่พอผ่อนชำระ โดยจะยืดระยะเวลาการชำระหนี้เพื่อให้ผ่อนชำระน้อยลง หรือกำหนดให้ปลอดเงินต้น และเมื่อรายได้กลับมาจึงจะผ่อนชำระมากขึ้น
นาย อิสระกล่าวอีกว่า ปัจจุบันธุรกิจลีสซิ่งรถยนต์ใหม่แข่งขันรุนแรงเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด โดยแข่งขันเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยลีสซิ่งกสิกรไทยอยู่ที่ 2.65% ต่อปี ถือเป็นอัตราที่ต่ำมาก แต่มีบางรายหั่นดอกเบี้ยเหลือ 2.55% และยังมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นใต้โต๊ะให้กับพนักงานของดีลเลอร์รถยนต์คันละ 2,000 บาท ขณะที่ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายบนโต๊ะให้กับดีลเลอร์ต่อคันก็ยังต้องจ่ายเป็น ปกติ
credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=2125
shopping ข่าวเศรษฐกิจ กสิกรไทย, ขายรถ, ข่าวธุรกิจ, ข่าวเศรษฐกิจ, ลีสซิ่ง, สินเชื่อ, เศรษฐกิจ
สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผย ผู้ว่างงาน 74.7 % ต้องการให้รัฐหางานให้ รองลงมาต้องการได้ทุนประกอบอาชีพอิสระ …
นาง ธนนุช ตรีทิพยบุตร เลขาธิการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เปิดเผยว่า สสช.ได้ออกสำรวจความต้องการของผู้ว่างงานปี 52 ที่ต้องการให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งพบว่าผู้ว่างงานส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐหางานให้ทำมากที่สุดถึง 74.7% และส่วนใหญ่ต้องการทำงานในจังหวัดที่อาศัยอยู่ในปัจจุบัน รองลงมาต้องการให้รัฐให้ทุนสำหรับประกอบอาชีพอิสระ 12.3%, ช่วยพัฒนาฝีมือแรงงาน 5.2%, ช่วยสนับสนุนอาชีพทางการเกษตร 3.5% และให้ข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงาน 2.2% ที่เหลือต้องการให้เงินช่วยค่าเล่าเรียนบุตรและอื่นๆ 2.1% โดยล่าสุดผู้ว่างงานเดือน มิ.ย.มีทั้งสิ้น 550,000 คน นอกจากนี้ยังได้ออกสำรวจความต้องการพัฒนาขีดความสามารถของประชากรพบว่า ประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 52.6 ล้านคน มีผู้ต้องการพัฒนาขีดความสามารถ 8.8 ล้านคน หรือ 16.7%
และเมื่อ พิจารณาตามโครงสร้างกำลังแรงงานแล้ว พบว่า ผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน คือผู้มีงานทำต้องการพัฒนาขีดความสามารถ 6.2 ล้านคนหรือ 17.1% ของผู้มีงานทำทั้งหมด ส่วนผู้ว่างงานต้องการพัฒนา 400,000 คน คิดเป็น 50.7% ของผู้ว่างงานทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า ผู้ว่างงานต้องการเพิ่มประสิทธิภาพด้านฝีมือแรงงานของตนให้มากขึ้น เพื่อหาช่องทางอื่นประกอบอาชีพ สำหรับอาชีพหรือลักษณะงานที่ได้รับความสนใจต้องการพัฒนาขีดความสามารถ มากที่สุด คือ คหกรรมศาสตร์ เช่น การประกอบอาหาร การเสริมสวย และตัดเย็บเสื้อผ้า
credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=2073
shopping ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวธุรกิจ, ข่าวเศรษฐกิจ, ตกงาน, ร้องรัฐ, ว่างงาน, หางาน
ทรูมูฟ เผย ยอดขายไอโฟน 3 จีทะลุ 50,000 เครื่อง เปิดจองรุ่นล่าสุด 3 GS 5 ส.ค. – 24 ส.ค. คาดเริ่มส่งมอบเครื่อง 28 ส.ค. เป็นต้นไป …
นาย ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากทรูมูฟได้สิทธิ์การเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องไอโฟน 3 G แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ทำยอดขายได้ประมาณ 50,000 เครื่องแล้ว ถือว่าเป็นที่น่าพอใจและปิดการขายไปเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ทรูมูฟจะเปิดจองไอโฟน 3 GS รุ่นใหม่ล่าสุด จนถึงวันที่ 24 ส.ค. โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบเครื่องได้ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. เป็นต้นไป
นาย ปพนธ์กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เปิดขายไอโฟน 3 G มาตลอดเกือบ 7 เดือน พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ต้องการโครงสร้างราคาที่ยุ่งยาก การเปิดตัว 3GS จึงเน้นความเรียบง่าย โดยเปิดขาย 2 ราคา เครื่องขนาด 16 G ขายที่ 24,500 บาท ส่วน 32 G ขายที่ 28,500 บาท โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะสมัครโปรโมชั่นของทรูมูฟเหมาจ่ายเดือนละ 599 บาท โทร. 300 นาที พร้อมใช้เครือข่าย 3 G และ WIFI ฮอตสปอตของทรูที่มีอยู่ 18,000 จุดทั่วประเทศได้ไม่จำกัด หรือจะซื้อเฉพาะเครื่องเปล่าก็ได้ “เราตัดสินใจปลดล็อก เพราะที่สุดพบว่าลูกค้าจะหันกลับมาสมัครใช้เครือข่ายของเราเองโดยสมัครใจ แต่เมื่อใช้บริการไปลูกค้าจะหันกลับมาสมัครทรูมูฟในที่สุด เพราะราคาคุ้มค่ากว่า”
ส่วนการแข่งขันระหว่างการเปิดตัวสมาร์ตโฟนจาก ค่ายอื่น ซึ่งกำลังคึกคักอย่างมากนั้น นายปพนธ์กล่าวว่า ไอโฟนมีตลาดเฉพาะกลุ่ม จึงเป็นการแข่งขันกับตัวเองเป็นหลัก
credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=1859
shopping ข่าวเศรษฐกิจ 3g, iphone 3g, true, truemove, ข่าวธุรกิจ, ข่าวเศรษฐกิจ, ทรูมูฟ, เศรษฐกิจ, ไอโฟน
โพสต์ล่าสุด