Archive

Posts Tagged ‘รัฐบาล’

“เทพเทือก”รับศึกซักฟอก

May 24th, 2010

วันนี้ ( 24 พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี  ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีที่พรรคฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันนี้ ว่า พอเขายื่นเสร็จ รัฐบาลจะได้กำหนดวันที่จะไปตอบ แต่ในวันที่ 26-27 พ.ค.นี้ ต้องพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก่อน เพราะเป็นเรื่องสำคัญของบ้านเมืองที่ต้องเดินหน้าไป และต้องรีบทำให้เสร็จ ซึ่งมีตารางเวลาที่ชัดเจนแล้ว ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อฝ่ายค้านยื่นมา รัฐบาลก็พร้อมขอให้เปิดสภาฯ เพื่ออภิปรายทันที ไม่ได้ปิดกั้น ส่วนที่ฝ่ายค้านจะยื่นถอดถอนตนด้วยนั้น ก็ไม่มีปัญหา. ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

“อภิสิทธิ์”ทำงานตามปกติ

May 24th, 2010

วันนี้ (24พ.ค.)  นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางจากบ้านพักภายในซอยสุขุมวิท 31 มายังศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนาสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ครั้งที่ 2 เพื่อให้ข้อมูลและสิทธิพิเศษกับบริษัทที่เลือกตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งจัดโดยกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) โดยมีบริษัทเอกชนนับร้อยรายเข้าร่วมการสัมมนา  ทั้งนี้ถือเป็นการกลับมาปฏิบัติภารกิจตามปกติครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลสามารถขอคืนพื้นที่การชุมนุมจากกลุ่มคนเสื้อแดง 
    

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจดังกล่าว  นายกรัฐมนตรี  ได้เดินทางต่อไปยังทำเนียบรัฐบาล โดยขบวนรถของนายกรัฐมนตรีได้ใช้เส้นทางถนนสุขุมวิทเข้าสู่ถนนเพลินจิตผ่านสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งทำให้มองเห็นซากความเสียหายของห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เวิลด์ จากนั้น ขบวนรถได้ผ่านแยกเฉลิมเผ่าเข้าสู่ถนนพระราม 1 ผ่านย่านสยามสแควร์ที่เป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์สยามและธนาคารนครหลวงไทยที่ถูกเพลิงไหม้จนได้รับความเสียหายอย่างมาก มุ่งต่อไปยังสี่แยกปทุมวัน ตรงไปผ่านสนามกีฬาแห่งชาติ สี่แยกเจริญผล และเลี้ยวขวาที่แยกพงษ์พระรามเข้าสู่ถนนพระราม 6 ผ่านแยกอุรุพงษ์ก่อนจะเลี้ยวซ้ายสู่แยกยมราช แล้ววิ่งเข้าถนนพิษณุโลกมุ่งหน้ามายังทำเนียบรัฐบาล.ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

เผาวอด เอกชนร้องรัฐเยียวยาด่วน !

May 22nd, 2010


มิคสัญญีกันทั้งประเทศ!! เมื่อไฟสงครามลามทั่วเมืองไทยเพียงชั่วข้ามคืน ก็วอดวายชนิดประเมินค่ายังไม่ได้ ณ วินาทีนี้..รัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

เพราะมาตรการเดิม ๆ ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ คงไม่เพียงพอเสียแล้ว เห็นได้จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ที่เพิ่งสรุปความเสียหายเบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทแน่นอนแล้ว

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ยังไม่ยุติโดยเร็ว ไม่ต้องห่วงเลยว่าเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวไปมากเพียงใด เพราะเหตุการณ์ชั่วข้ามคืนที่ผ่านมานั้น ก็ทำให้เศรษฐกิจพังยับไปแล้ว 2-5%

แม้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังจะประเมินว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อกระทบไปยังส่วนต่าง ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2% หากยืดเยื้อนาน 6 เดือน จะกระทบเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 3% และหากปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ จะกระทบต่อเศรษฐกิจ 8%

คงไม่ต้องรอให้ประเทศพังพินาศไปมากกว่านี้อีก ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบจัดลำดับความคิดให้ตกผลึกเร็วที่สุด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลอดมาตรการเยียวยาให้ตรงกับความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายไม่ได้เจาะจงเฉพาะในพื้นที่แยกราชประสงค์หากต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาโดยเร็ว

ล่าสุด “คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม” กำลังระดมสมองเพื่อทบทวนนโยบายเดิมที่ก่อนหน้านี้เคยได้คลอดมาตรการช่วยเหลือบางส่วนออกมาบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการที่แท้จริง ขณะที่ “ไตรรงค์ สุวรรณ คีรี” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ กำลังระดมสมองที่ปรึกษาจากทุกภาคส่วนเพื่อยกเครื่องระบบเศรษฐกิจของประเทศใหม่ทั้งหมด

รวมทั้งนโยบายเฉพาะหน้าและระยะยาว ซึ่งทั้งหมดจะเห็นภาพชัดเจนในสัปดาห์หน้า หลังจากตกผลึกได้แล้วที่สำคัญการฟื้นฟูเร่งด่วนที่ถือเป็นนโยบายหลักและจะฟื้นฟูประเทศได้เร็วที่สุด จะเน้นไปที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยหลังจากที่เหตุการณ์สงบ และมีทางออกชัดเจนแล้ว จะหารือกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เป็นกรณีพิเศษทันที แต่ที่สำคัญ ต้องผลักดันนโยบายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการผลักดัน “มอเตอร์เวย์ ทางน้ำ” หรือแลนด์บริดจ์ ของประเทศที่ต่างประเทศต้องการลงทุนอยู่แล้ว

ด้านเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน หลังเหตุการณ์บานปลาย มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศขึ้นมาอย่างเร่งด่วน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูทั่วประเทศ เน้นการซ่อมแซมสถานที่ที่เสียหายจากเพลิงไหม้ให้ฟรี เร่งเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงให้สินเชื่อไม่คิดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำพิเศษ แก่ผู้เดือดร้อน เพื่อให้ทุกอย่างฟื้นตัวขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่เพียงเท่านี้ หากจะให้ทุกอย่างขับเคลื่อนต่อไปได้ “พรรคฝ่ายค้าน” ต้องหันมาร่วมมืออย่างจริงใจกับ “พรรคร่วมรัฐบาล” เพื่อช่วยกันกอบกู้ซากเศรษฐกิจ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความวิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สาเหตุหลัก มาจากพรรคการเมือง!!

ในแง่ของการค้าขาย ที่ยังไม่รู้ว่าความเสียหายครั้งนี้จะมีมูลค่าสูงเท่าใด แต่บรรดาเอกชนที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทยก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกเผาอาคารจนต้อง ปิดกิจการ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการขอให้รัฐเข้ามาช่วยดูแลด้านเงินทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำมาค้าขาย ทั้งในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เงินทุนหมุนเวียน หรือแม้แต่การยืดเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี หรือจนกว่าธุรกิจจะฟื้นตัวค่อยผ่อนชำระต่อ

แม้ว่าภาคการส่งออกจะไม่ได้รับผลกระทบในทันที แต่อนาคตอันใกล้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ ว่าประเทศคู่ค้าได้หันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านแทนไทย เพื่อเลี่ยงปัญหาความวุ่นวายทั้งหมด ดังนั้นรัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์แผนเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงจัดโรดโชว์และสารพัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อขายกับไทยอย่างยั่งยืน    สำหรับผลกระทบด้านแรงงาน ลูกจ้างของบริษัทที่ต้องปิดกิจการ รัฐต้องเป็นแกนหลักในการช่วยเหลือ ทั้งการชดเชยรายได้ลูกจ้าง นอกเหนือจากการชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้ว ที่สำคัญ ต้องเร่งช่วยหาอาชีพให้ผู้ที่ตกงานด้วย

เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่บรรดาผู้ประกอบการเตรียมเสนอมาตรการเยียวยาให้รัฐบาลพิจารณาเบื้องต้น ทั้งการให้รัฐรับผิดชอบจ่ายเงินเดือน 100% รวม 3 เดือน แก่พนักงานโรงแรมที่ได้รับผลกระทบในส่วนที่อยู่ในพื้นที่ราชประสงค์และต้องปิดให้บริการ เพราะขณะนี้ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้อีกแล้ว หลังไม่มีรายได้มานานกว่า 2 เดือน ส่วนโรงแรมที่อยู่ไกลออกไปจากพื้นที่ชุมนุม ต้องการให้ภาครัฐจ่ายเงินเดือนแก่พนักงาน 75% เป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านี้ ยังต้องการเงินหมุนเวียน โดยให้รัฐยืดเวลาชำระเงินกู้ออกไปอีก 3 ปี  ยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ยเป็น เวลา 6 เดือน โดยให้รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบการโรงแรมในเขตกทม. 3% โรงแรมต่างจังหวัด 2% สุดท้ายคือ ยกเว้นการชำระภาษีโรงเรือน และภาษีห้องพัก 80 บาทต่อห้องไปถึงปี 54 แม้กระทั่งการลดภาษีต่าง ๆ  ให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีรายได้เข้ามาในช่วงดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลต้องให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เข้ามาสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมอีก  5,000 ล้านบาท เพราะวงเงินเดิมที่ให้มาก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ

ในแง่ของพ่องานด้านท่องเที่ยวอย่าง “ชุมพล ศิลปอาชา” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รับว่ารัฐบาลต้องวางแผนฟื้นฟูประเทศใหม่ทั้งหมด เพราะขณะนี้เหตุการณ์รุนแรงมาก ซึ่ง “กรณ์ จาติก วณิช” รมว.คลัง กำลังหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เพื่อออกมาตรการที่ชัดเจนต่อไป ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยวนั้น ได้เสนอให้นายกฯพิจารณาแล้ว ทั้งการขอวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ รวมทั้งของบประมาณ 1,600 ล้านเพื่อให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปทำการตลาดเชิงรุกต่อไป

แน่นอนว่า ถ้าเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าที่ต้องรับกรรมจากการถูกวางเพลิง จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องหันมาดูแลเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” เพราะจนถึงขณะนี้ คงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกแล้วว่า ทรัพย์สินของผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำลายหายไป ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สยามพารากอน ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน โรงภาพยนตร์สยาม ยังไม่รวมถึงร้านค้าปลีกย่อย อย่าง เซเว่น-อีเลฟเว่น โลตัส เอ็กซ์เพรส ร้านโชห่วย ไม่เว้นแม้แต่สำนักงานของธนาคารอีกหลายแห่ง

ขณะที่สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (อาร์เอสทีเอ) ที่มีสมาชิกรวมกว่า 1,700 ราย วอนขอให้รัฐช่วยเหลือเพิ่มเติมทันที แม้ว่าในระยะแรกนั้น รัฐบาลได้ช่วยเหลือไปแล้วบางส่วน คือผ่อนผันการจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร ที่ผู้ประกอบการขอให้จ่ายภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงยุติการชุมนุมไปแล้ว 2 เดือน รวมถึงอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแล้ว 5,000 ล้านบาท และให้รัฐจ่ายเงิน 3,000 บาทให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ

แต่เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก วงเงินที่ช่วยเหลือสภาพคล่อง 5,000 ล้านบาท คงไม่เพียงพอ ต้องขอมากกว่านี้อีก พร้อมทั้งได้ขอให้รัฐเร่งอนุมัติมาตรการ ประกันวินาศภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ  เร่งผลักดัน พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุม ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องการให้รัฐเร่งผลักดันออกมาโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นกฎหมายที่จะเรียกความเชื่อมั่นคืนมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจที่จะเดินทางเข้ามาในไทย สุดท้าย ขอให้รัฐอัดฉีดงบประมาณเพื่อฟื้นฟูราชประสงค์ โดยมีแผนแล้วคือ จะปรับปรุงพื้นที่และสภาพแวดล้อมในย่านราชประสงค์ และแผนการตลาด ที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการในย่านนี้ทุกรายทำกิจกรรม คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน กว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

ฟากระบบขนส่งมวลชนของประเทศ ไล่ตั้งแต่ การบินไทย ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยหน้าเช่นกัน หลังจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง จนทำให้การบินแต่ละเที่ยวเหลือผู้โดยสารไม่ถึง 60% เบื้องต้นจะขอความช่วยเหลือ เทียบเท่ากับเหตุการณ์ “ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” คือ ขอลดหย่อนการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดหย่อนค่าธรรมเนียมจอดสนามบินไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

ส่วนอีก 2 แห่งที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อเหตุระทึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ต้องหยุดให้บริการทำให้สูญรายได้วันละ 10 ล้านบาท จนขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายเพื่อเสนอให้รัฐบาลเข้ามาเยียวยาเช่นกัน ขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้น จากที่ต้องเสียรายได้ถึงวันละ 5 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาที่ออกมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว คือ การของบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ยังคงว่าจ้างแรงงานอยู่ต่อไปแม้ว่าจะไม่เปิดกิจการก็ตาม 427 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับค่าเช่าจากผู้ค้ารายย่อย 351 ล้านบาท ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เสนอมาตรการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ยุติ ที่ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที ทั้งเรื่องการฟื้นฟูปรับปรุงภูมิทัศน์ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น การสร้างการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสนับสนุนให้ส่วนราชการจัดประชุมสัมมนาในโรงแรมในพื้นที่ราชประสงค์ เป็นต้น

กรณีการขอลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 0% (แวตฟรี) ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องแก้กฎหมาย ขณะที่การขอให้นำรายจ่ายจากมาตรการส่งเสริมการตลาดมาหักภาษีได้ 2 เท่านั้น กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ เพื่อนำเสนอต่อครม.ต่อไป ขณะที่การขอส่งเสริมการลงทุนเป็นเวลา 3 ปี ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างจากเหตุการณ์สึนามิที่ทรัพย์สินทั้งหมดหายไป

ด้านมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างนอกระบบ ที่มีกว่า 800 คนนั้น ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงแรงงานไปเร่งจดทะเบียนและดูแลรายละเอียดให้ชัดเจนต่อไป เบื้องต้นยังคงใช้แนวทางช่วยเหลือเดิม คือการให้เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประมาณ 3,000 บาท แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ขณะที่ลูกจ้าง 27,192 คนที่แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานแต่ยังได้รับค่าจ้างจากนายจ้างอยู่นั้น ทางกระทรวงแรงงานจะให้การช่วยเหลือตามกฎหมายแรงงานต่อไป

ข้อเรียกร้องทั้งหมดนั้น แม้จะยังไม่ได้กำหนดออกมาเป็นมาตรการเยียวยาอย่างเป็นทางการ แต่ที่เบาใจได้ในระดับหนึ่งนั่นคือเสียงของ “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ที่ยืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเฉพาะหน้า เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ หลังจากต้องทนรับกรรมที่ไม่ได้ก่อมานานกว่า 2 เดือน และส่งผลกระทบต่อจีดีพีมากกว่า 0.5% หรือกว่า 50,000 ล้านบาทไปแล้ว และยอมรับว่ามาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ ดังนั้นมาตรการใหม่ที่จะออกมานี้ ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ตกลงหรือมีรายได้ลดลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเร็ว ๆ นี้ จะมีข่าวดีออกมาแน่นอน และมั่นใจได้ว่ากระทรวงการคลังมีแหล่งเงินพร้อม!!

เนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่กำลังโงหัวขึ้นมา ทำให้รัฐมีรายได้สูงกว่าเป้าหมายถึง 170,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมเงินที่อายัดมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีอีก 46,373 ล้านบาทด้วย เมื่อรวมแล้ว ณ สิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลมีเงินคงคลังมากกว่า 159,000 ล้านบาททีเดียว

ขณะเดียวกัน หนทางที่รัฐบาลจะทำได้รวดเร็วที่สุดในเวลานี้ นั่นคือการเร่งรัดให้ทุกส่วนภาคราชการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 53.9% ขณะที่งบประมาณไทยเข้มแข็ง ที่อย่างน้อยเบิกจ่ายไปกว่า 134,000 ล้านบาทแล้วหรือ 38.4%

โดยแผนเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีหลังจากนี้ คือต้องกำหนดแนววิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้น โดยกระทรวงการคลังได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีโจทย์ว่าต้องช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ประกอบด้วย มาตรการทางภาษี เพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป และการใช้เงินสดเพื่อจ่ายตรงให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลทรัพย์สินทางราชการและของภาคเอกชนที่เสียหายทุกกรณี!!

ส่วนจะใช้เงินมากน้อยเพียงใดยังไม่ได้สรุป แต่คาดว่าไม่ต่ำกว่าหลายพันล้านบาทแน่นอน ทั้งนี้จะพิจารณารายละเอียดอีกครั้งหลังเหตุการณ์สงบ จากนั้นจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อสรุป และนำเข้าที่ประชุมครม.โดยเร็วที่สุด

ขณะนี้ แม้จะยังไม่ทราบว่าความเสียหายกระจายไปจุดใดบ้าง แต่ยืนยันว่าจะพยายามกู้ชีพเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยยังลุกขึ้นมา และก้าวเดินต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทั้งชาติด้วยเช่นกัน!.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

สภาฯเตรียมถกงบปี54

May 22nd, 2010

สภาฯเตรียมถกงบปี54 มูลค่า 2.07ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 3.7 แสนล้านบาท เน้น 8 ยุทธศาสตร์หลัก

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร วาระแรก วันที่ 26 -27 พ.ค.นั้น รัฐบาลมีกำหนดให้เป็นงบประมาณขาดดุล วงเงินงบประมาณ จำนวน 2,070,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 3.7 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.8 สำหรับงบประมาณปี 54 จำนวน 2.07 ล้านล้านบาท แบ่งเป็น 1.รายจ่ายประจำ 1,662,604.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 227,894.1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 โดยรายจ่ายประจำดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 80.3 ของวงเงินงบประมาณ 2.รายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง จำนวน 30,346.1 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของวงเงินงบประมาณ 3.รายจ่ายลงทุน จำนวน 344,495.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 จำนวน 130,126.1 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 60.7 โดยรายจ่ายลงทุนคิดเป็นร้อยละ 16.6 ของวงเงินงบประมาณ และเปรียบเทียบกับปี 2553 อยู่ที่ร้อยละ 12.6 4.รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 32,554.6 ล้านบาท ลดลงจากปี 2553 จำนวน 18,366.3 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 36.1 โดยรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้คิดเป็นร้อยละ 1.6 ของวงเงินงบประมาณ

ทั้งนี้หากพิจารณาสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายปี 2554 จำแนกตามกระทรวง หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1.กระทรวงศึกษาธิการ 388,050,318,700 บาท หรือร้อยละ 18.7 อันดับ 2.งบกลาง 265,763,000,000 บาท หรือร้อยละ 12.8  อันดับ 3.กระทรวงมหาดไทย 231,685,000,000 บาท หรือร้อยละ 11.2 อันดับ 4.กระทรวงการคลัง 209,119,990,000 บาท หรือร้อยละ 10.1 อันดับ 5.กระทรวงกลาโหม 170,285,022,900 บาท หรือร้อยละ 8.2

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการวิเคราะห์ภาพรวมแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2554 โดยสำนักงบประมาณ สำนักนายกรัฐมนตรีนั้น เศรษฐกิจไทยปี 2553 คาดว่าจะมีการขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5-4.5 และ อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 3.0-4.0 ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าใหม่ในเอเชีย ซึ่งส่งผลให้การส่งออกสินค้าและบริการ รวมถึงการท่องเที่ยวกลับมาขยายตัวในอัตราสูง สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ในปี 2554 คาดว่า จะขยายตัวประมาณร้อยละ 3.5-4.5 อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 2.0-3.0 โดยมีแรงกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญจากการขยายตัวของการส่งออก ประกอบกับการดำเนินการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมาของรัฐบาล เป็นปัจจัยสนับสนุนให้เกิดการบริโภคและการจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ พ.ศ.2553

ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การคาดการณ์ในปี 2554 ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระวัง ทั้งในเรื่องความเชื่อมั่น การท่องเที่ยว การบริโภค และการลงทุน รวมทั้งแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสินค้าส่งออกของไทย การผันผวนของราคาน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มสูงขึ้นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 หากแบ่งตามยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ แบ่งได้ 8 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ จำนวน 161,989 ล้านบาท 2.ยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงของรัฐ จำนวน 186,364.5 ล้านบาท 3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม จำนวน 624,418.7 ล้านบาท 4.ยุทธศาสตร์การจัดการเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำนวน 219,797.3 ล้านบาท 5.ยุทธศาสตร์การบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงภาวะภูมิอากาศของโลก จำนวน 36,945.9 ล้านบาท 6.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม จำนวน 18,532.3 ล้านบาท 7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวน 8,182.6 ล้านบาท 8.ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จำนวน 304,287.6 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 509,473.1 ล้านบาท เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

EU ชี้รัฐเปิดช่อง คุย “แม้ว”

May 22nd, 2010

อียูเสนอตัวช่วยแผนปรองดองสร้างสามัคคี-นักวิชาการชี้รัฐควรเปิดช่องเจรา”ทักษิณ”

วันนี้ (21 พ.ค.) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ว่า นางแคทเธอรีน แอชตัน หัวหน้าฝ่ายกิจการต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการสูญเสียชีวิตจากการประท้วงในกรุงเทพฯ และจุดอื่น ๆ ในประเทศไทย พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลไทยฟื้นฟูกฎระเบียบ ด้วยการเคารพต่อสิทธิมนุษยชน และอิสรภาพอย่างเต็มที่

นางแอชตัน กล่าวต่อว่า ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาใด ๆ ได้ มีแต่จะสร้างความเสียหายต่อประเทศ ในฐานะเพื่อนของประเทศไทย อียูขอเสนอความช่วยเหลือ ในกระบวนการเสริมสร้างความสามัคคีปรองดองแห่งชาติ

ด้านนายปวีณ ชัชวาลพงศ์พันธุ์ นักวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า รัฐบาลไทยต้องหันหน้าเจรจากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพื่อไม่ให้วิกฤติของประเทศ เลวร้ายลงกว่าที่เป็นอยู่ ก่อนหน้านี้รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ ตัดสินใจผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง รวมถึงการใช้กำลังปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงหรือการกดดัน ลงโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนตัวเชื่อว่า ไม่เร็วก็ช้า รัฐบาลไทยต้องเปิดช่องทางสื่อสารกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะหากถูกโดดเดี่ยว อดีตนายกฯ ทักษิณ สามารถทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ยืด5มาตรการ1ปีซื้อใจคนรากหญ้า

August 12th, 2009

“รัฐบาล” เอาใจคนไทยอีกระลอกออก 5 มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาค่าน้ำมันแพง ทั้งตรึงค่าไฟ-เอ็นจีวี-แอลพีจี 1 ปี ลดราคาขายปลีกดีเซล 2 บาทต่อลิตร พร้อมเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงเอ็นจีวีแท็กซี่ฟรี 3 หมื่นคัน ดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง-กฟผ.กว่า 3.7 หมื่นล้าน แก้ปัญหา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่รัฐสภา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ 5 มาตรการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนจากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งสิ้น 37,528 ล้านบาท เข้ามาอุดหนุน ทั้ง 5 มาตรการคือ 1. ลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี 2 ลิตรละ 2 บาท และน้ำมันดีเซล บี 5 ลิตรละ 40 สต. โดยไม่กำหนดระยะเวลา วงเงิน 1,154 ล้านบาทต่อเดือน 2.ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ปัจจุบันราคา 18.13 บาทต่อกก. เป็นเวลา 1 ปี จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 53 วงเงิน 740 ล้านบาทต่อเดือน 3. ตรึงก๊าซธรรมชาติหรือเอ็นจีวี ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกก. วงเงิน 300 ล้านบาทต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี จะสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 53

4.ส่งเสริมให้รถแท็กซี่ 30,000 คันเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงเป็นเอ็นจีวี วงเงิน 1,200 ล้านบาทต่อเดือน และ 5. ตรึงอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 53 หรือเป็นเวลา 1 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 92.55 สต.ต่อหน่วย โดยกฟผ. ต้องรับภาระในการตรึงค่าไฟฟ้า 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในการประชุมครม.วันที่ 11 ส.ค.นี้ จะนำมติกพช.เสนอให้ที่ประชุมครม.เห็นชอบ และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร    นโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ไม่เกินภายใน สัปดาห์นี้ สำหรับการอุดหนุนน้ำมันจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีรายได้เหลือ 464 ล้านบาทต่อเดือน จากเดิมที่มีรายได้ 3,600 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งยังไม่กระทบต่อกองทุนมากนัก เพราะปัจจุบันยังมีเงินอยู่ 1.6 หมื่นล้านบาท

“การลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี 2 ลงลิตรละ 2 บาท แบ่งเป็น ยกเลิกการเก็บเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานลิตรละ 70 สต. และลดเงินนำเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อ เพลิง 1.17 บาทต่อลิตร ที่เหลือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้กองทุนมีรายได้จากดีเซล บี 2 เหลือ 0.53 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซล บี 5 เดิมกองทุนชดเชยราคาลิตรละ 0.23 บาทต่อลิตร เป็นชดเชยเพิ่ม 0.81 สต. ทำให้ราคาดีเซลบี 2 สูงกว่าดีเซลบี 5 ที่ 1.20 บาทต่อลิตร”

ด้าน นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศบริษัท ปตท. กล่าวว่า นโยบายในการตรึงราคาแอลพีจีเป็นเวลา 1 ปี จะทำให้ปริมาณการนำเข้าแอลพีจียังมีต่อเนื่องเฉลี่ย 6-8 หมื่นตันต่อเดือน และบางเดือนจะสูงถึง 1 แสนตัน ซึ่งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการนำเข้าแอลพีจีจะแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาท ภายในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 52 นี้ ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ และ ปตท. ไม่สามารถขออนุมัติวงเงินในการรับภาระกับที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. ได้อีก ดังนั้นภาครัฐจะต้องทยอยจ่ายคืนหนี้ในการนำเข้าแอลพีจีแต่ละเดือนไม่ควรต่ำ กว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนของหนี้ใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 52 ในขณะที่ภาระหนี้เก่าในปี 51 ก็ต้องทยอยจ่ายคืนตามกำหนดระยะเวลาด้วย

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน นพ.วรรณรัตน์ ได้เปิดแถลงข่าวหลังร่วมเปิดตัวโครงการรณรงค์ “ถอดปลั๊ก พักเที่ยง” ซึ่งจะลดการใช้ไฟฟ้าสูญเปล่าด้วยการถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดช่วงพัก เที่ยง ซึ่ง กฟผ. จะรณรงค์ในย่านธุรกิจ เช่น สีลม สถานีรถไฟฟ้า โดยโครงการนี้ใช้กระทรวงพลังงานเป็นต้นแบบนำร่องจะมีการ ถอดปลั๊กทั้งในส่วนชุดคอมพิวเตอร์ และเครื่องถ่ายเอกสาร คาดจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 208,000 หน่วยต่อปี ลดค่าใช้จ่าย   ได้ 624,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 106 ตันต่อปี

ส่วน นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. พร้อมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ตรึงค่าไฟฟ้า คาดว่าไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ. แม้ว่าที่ผ่านมา กฟผ. จะเข้าไปร่วมรับภาระค่าเอฟที และประชาชนยังติดค้างค่าเอฟทีค้างจ่ายตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท เดิมภาระนี้จะหมดในปลายปี 2553 ก็ต้องเลื่อนไปกลางปี 2554

ทางด้าน นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยครึ่งแรกของปี 52 (ม.ค.-มิ.ย.) เฉลี่ยวันละ 1.15 หมื่นตัน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.3% แบ่งเป็น ภาคครัวเรือน 5,900 ตัน เพิ่ม 4.1% อุตสาหกรรม 1,400 ตัน ลดลง 25.5% และรถยนต์ 1,800 ตัน ลดลง 2.5% ส่วนหนึ่งผู้ใช้รถยนต์ที่เติมแอลพีจีหันมาเปลี่ยนเครื่องยนต์เอ็นจีวีมากถึง 131.3 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน เพิ่มถึง 136.8% ขณะเดียวกันยังพบว่าประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบ  ตลาดโลกครึ่งปีแรก เฉลี่ยที่ 52.94 ดอลลาร์สหรัฐ  ต่อบาร์เรล ต่ำกว่าปีก่อนที่เฉลี่ย 104.03 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จนราคาขายปลีกในประเทศต่ำกว่าปีก่อน 7-12 บาทต่อลิตร

โดยยอดใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อยู่ที่ระดับ 12.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่ม 56% แบ่งเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 จำนวน 3.8 ล้านลิตรต่อวัน แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 8.4 ล้านลิตรต่อวัน และแก๊สโซฮอล์ อี 20 จำนวน 0.18 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 52.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่ม 1.4% ซึ่งเพิ่มขึ้นในส่วนของการใช้น้ำมันดีเซล บี 5 จาก 7.8 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 22.4 ล้านลิตร หรือเพิ่ม 187.4%

ขณะที่ นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรม การผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาล  เตรียมพิจารณาปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในอัตรา 2 บาทต่อลิตร ซึ่งบางจากพร้อมจะลดราคาน้ำมันทันทีหลังรัฐบาลประกาศลดเงินเข้ากองทุน แต่เป็นห่วงเรื่องส่วนต่างของราคาน้ำมันดีเซล (บี 2) กับไบโอดีเซลบี 5 ที่อาจจะลดลงหลังการปรับลดเงินกองทุน ซึ่งจะทำให้ประชาชนหันไปใช้ดีเซลมากขึ้น จากปัจจุบันที่สัดส่วนการใช้ระหว่างดีเซลและไบโอดีเซลอยู่ที่ 50:50 จึงอยากให้รัฐบาลคำนึงถึงเรื่องนี้ ด้วยการทำให้ส่วนต่างอยู่ในระดับที่มากกว่า 1 บาทต่อลิตร เพื่อส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลต่อไป

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=2100

ข่าวเด่นประจำวัน , , , , , , ,

‘ถวัลย์รัฐ’เอาตำแหน่งประกัน หากบ.ลูกไม่โปร่งใส

July 30th, 2009

รองปลัดก.คมนาคมประกาศลาออก ถ้าบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูแลด้านเดินรถไม่โปร่งใส ท้าสหภาพฯการรถไฟเร่งหาข้อชัดเจนให้เสร็จภายในเดือนนี้ ไม่งั้นจะไม่สามารถเปิดทดสอบได้ทัน …

วานนี้ (2ส.ค.) นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝ่ายบริหารและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) ยังไม่สามารถตกลงเรื่องจัดตั้งบริษัทเดินรถ ในโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ได้ ดังนั้นจึงได้สั่งให้นายยุทธนา ทัพเจริญ ผู้ว่าการ ร.ฟ.ท.ไปเจรจาเพื่อให้ได้ความชัดเจนอีกครั้ง โดยส่วนตัวจะขอรับผิดชอบลาออกจากราชการ ซึ่งขณะนี้ตนเหลืออายุราชการประมาณ 3 ปี หากประเมินการจัดตั้งบริษัท เดินรถดังกล่าวแล้วไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากเห็นแผนการจัดตั้งบริษัทลูก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงาน ร.ฟ.ท.ในอนาคต

“ผมพร้อมจะรับผิดชอบ หากบริษัทลูกที่จัดตั้งขึ้นไม่มีประสิทธิภาพ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างไม่โปร่งใส ซ้ำเติมองค์กรรถไฟฯ โดยระยะเวลาการประเมินเพียงปีแรกที่ดำเนินการก็น่าจะรู้ผลแล้วว่า การทำงานประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่ไม่ได้หมายความว่า บริษัทลูกขาดทุนแล้วจะโทษผม เรื่องนี้ต้องพิจารณารายละเอียดเรื่ององค์ประกอบที่วางแผนไว้ด้วย” นายถวัลย์รัฐ กล่าว

สำหรับการดำเนินการก่อสร้างโครงการแอร์พอร์ต ลิงค์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า แผนงานเดิมจะต้องมีการพัฒนาพื้นที่ที่มักกะสันเพื่อดำเนินการก่อสร้าง คอมเพล็กซ์ จึงจะเกิดความสมบูรณ์และไม่ขาดทุน แต่ถ้าหากเดินรถอย่างเดียวอาจจะขาดทุน เรื่องนี้ต้องมาพิจารณาให้สอดคล้องกัน ที่ผ่านมา สร.รฟท.ได้เสนอให้มีการจัดตั้งบิสซิเนสยูนิต เพื่อเข้ามาเดินรถในโครงการแอร์พอร์ตลิงค์ และให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเว้นกฎระเบียบบางอย่างที่เกี่ยวข้อง ส่วนตัวเห็นว่า เป็นไปได้ยาก ฉะนั้นจึงขอให้ผู้ว่ากลับไปคุยกับ สร.รฟท.อีกครั้ง เพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนและหากยัง ยืนยันเช่นเดิม ร.ฟ.ท.คงต้องส่งรายงานให้ ครม.ทราบเพื่อตัดสินใจว่าจะเดินหน้าในเรื่องนี้อย่างไร

อย่างไรก็ ตาม นายถวัลย์รัฐ กล่าวด้วย หากไม่มีการเจรจาให้ได้ข้อยุติในการจัดตั้งบริษัทลูกในเดือน ส.ค.นี้ การบริหารจัดการคนที่ร.ฟ.ท.ได้มอบให้ศศินทร์เป็นผู้จัดหานั้นก็จะไม่ได้เข้า มาทำงานหรือเข้าไปฝึกเดินรถ อีกทั้งอาจจะไม่ได้รับการรับรองความปลอดภัยจากไอซีอี ซึ่งจะส่งผลให้ผู้โดยสารขาดความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทั้งระบบ อาทิ ตัวรถ ตัวบุคคลที่ทำงานฯลฯ นอกจากนี้ หากการตกลงยังไม่ข้อยุติในเดือนส.ค. คาดว่าร.ฟ.ท.ก็จะไม่สามารถเปิดให้มีการทดสอบระบบรถแอร์พอร์ตได้ทันตาม กำหนดการวันที่ 5 ธ.ค.52 และจะไม่ทันการเปิดเดินรถในเดือนมี.ค.53 ซึ่งอาจจะต้องมีการเลื่อนกำหนดการเปิดออกไปอีก

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=1819

ข่าวเศรษฐกิจ , , , ,