Archive

Posts Tagged ‘เศรษฐกิจ’

อภิสิทธิ์ โว 2 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจดีขึ้น

May 6th, 2011

ชี้ฐานะทางการเงินการคลังประเทศมั่นคง  พร้อมแจงผลงานที่ผ่านมา

9 มี.ค. รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 8 มี.ค. ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวบนเวทีระดมทุนเข้าพรรค ว่า หากรัฐบาลหรือพรรคการเมือง เป็นหนึ่งเดียวกับประชาชน จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ โดย 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อเป็นหนึ่งเดียว พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำรัฐบาล เดินหน้าฟื้นฟูเศษฐกิจของประเทศ พร้อมยึดมั่นนโยบายที่ให้กับประชาชนตั้งแต่เมื่อปี 2550 ตามสโลแกนที่ว่า “ประชาชนต้องมาก่อน” เป็นธงนำในการติดสินใจ ฟื้นเศรษฐกิจประเทศ

ทั้งนี้ ต้องช่วยเหลือประชาชนที่ลำบากก่อน เราไม่ต้องการเห็นการว่างงาน การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ การฟื้นเศรษฐกิจควบคู่กับการวางรากฐานที่ดี ส่วนนโยบายเรียนฟรีของพรรค จะมีการปรับปรุง คุณภาพ สร้างโอกาสครั้งใหญ่ให้กับลูกหลาน 2 ปี

ขณะเดียวกัน ยังเป็นครั้งแรกที่ผู้สูงอายุ ได้รับเบี้ยยังชีพจากรัฐบาล 500บาทต่อเดือน เกษตรกร มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือการรับประกันรายได้เกษตรกร สองปีที่แล้วไม่มีใครกล้าคิดว่าเศรษฐกิจจะอยู่ที่ระดับ 8% ฐานะทางการเงินการคลังมั่นคงทุนสำรองมากที่สุด

อย่างไรก็ดี การยกระดับแก้ปัญหาให้ประชาชนคืออุดมการณ์ของพรรค ภายใต้แผนการพัฒนาประเทศไทย สร้างความมั่นคง 1พ.ค.ประชาชนที่ไม่เคยออมเงิน จะเข้าประกันสังคมได้เป็นครั้งแรก เชื่อว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการหลายแสนคน หลังจากนี้ ผ่านกฏหมายกองทุนเงินออมแห่งชาติ

ที่มา mthai.com

ข่าวเศรษฐกิจ ,

สภาพัฒน์ ชี้บ้านเมืองไม่ดีขึ้นเศรษฐกิจไทยจะติดลบ

May 24th, 2010

สภาพัฒน์ระบุหากสถานการณ์บ้านเมืองไม่ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยจะติดลบในไตรมาส 3 และ 4 แนะรัฐเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น

เมื่อวันที่ 24 พ.ค. นายอำพล กิตติอำพน เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 53 ได้เติมโตสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเชีย และสิงคโปร์ โดยเติบโตสูงขึ้น 12% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ปี 2538 ที่ขยายตัว12.3% เนื่องจากมีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น ทำให้การลงทุนขยายตัวสูงถึง 15.8% ขณะการบริโคภาคเอกชนขยายตัว 4% อัตราว่างงานต่ำที่สุดในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา โดยอยู่ที่ 1.1% ส่วนการท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศสูงที่สุดถึง 4.7 ล้านคน หรือขายตัว 28.4% ขณะการส่งออกขยายตัวสูงถึง 32%

อย่างไรก็ดี หากไม่นับรวมเหตุการณ์จลาจล และชุมนุมที่เกิดเหตุ จะทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 53 สูงถึง 6-7% แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ชุมนุม และจลาจลในเดือน เม.ย. และ พ.ค.ที่ผ่านมา ประเมินว่า จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 1.5% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 1-1.5 แสนล้านบาท ดังนั้น สศช.ขอคงอัตราการเติมโตเศรษฐกิจในปี 53 ที่ 3.5-4.5% หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น มีการปะทุขึ้นมาอีก จะมีโอกาสเห็นเศรษฐกิจไทยเริ่มติดลบในไตรมาสที่ 3 และเริ่มติดลบมากในไตรมาสที่ 4

ทั้งนี้ สภาพัฒน์เห็นว่า รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการใน 4 ประเด็น คือ การเร่งฟื้นความเชื่อมั่น โดยการใช้หลักนิติรัฐ และเดินแผนปรองดอง 5 ข้อ รวมทั้งต้องเริ่มเดินหน้าโครงการที่ลงทุนไปแล้วให้เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ต้องเร่งแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และเดินหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรให้ทั่วถึง และที่สำคัญต้องเร่งฟื้นฟูภาคท่องเที่ยวให้เร็วที่สุด. ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ภาคเช้าร่วง 14 จุด

May 24th, 2010
วันนี้ (24พ.ค.)  บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเช้าวันนี้  ซึ่งเปิดทำการวันแรกของสัปดาห์ หลังปิดทำการช่วง 2 วันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ผ่านมาจากเหตุจลาจลในกรุงเทพฯ โดยทันทีที่เปิดตลาดดัชนีเหวี่ยงตัวลงอย่างแรงกว่า 6 จุด   และไหลลงลึกตลอดการซื้อขาย ตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศที่ติดลบกันทั่วหน้า แม้ปัญหาการเมืองในประเทศจะเริ่มคลี่คลายระดับหนึ่งแล้วก็ตาม ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นกลุ่มหลักทั้งพลังงาน และธนาคาร โดย ณ เวลา 11.03 น. ดัชนีอยู่ที่ 750.56 จุด ลดลง 14.98 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9,794.68 จุด
 
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งการเปลี่ยนแปลงสถานที่ให้บริการผู้ลงทุน และผู้ติดต่อรับส่งเอกสาร เป็น ณ ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น 2 บริเวณห้องสมุดมารวย ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 24 พ.ค. เป็นต้นไป เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ปิดให้บริการ ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาภิเษก เป็นการชั่วคราว โดยมีรายละเอียดการให้บริการ ดังนี้
•บริการ TSD Counter Service สำหรับผู้ที่ต้องการติดต่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ บริการ e-Dividend เป็นต้น โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น.
•บริการรับ-ส่ง เอกสารของบริษัทสมาชิก เอกสารการรับ-จ่ายเงิน และเอกสารทั่วไป
สอบถามเพิ่มเติมที่ โทร.0-2354-2087 , 08-7008-1347 และ 08-7008-1388

สำหรับกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนผู้ลงทุน หรือ Opportunity Day จะเริ่มตั้งแต่วันอังคารที่ 25 พ.ค. เป็นต้นไป โดยมีกำหนดจัด ณ ศูนย์การค้าเอสพลานาด ชั้น  2 บริเวณห้องสมุดมารวย โดยติดตามรายละเอียดได้ที่ www.set.or.th หรือ สอบถามกิจกรรม อบรม สัมมนา ข่าวบริษัทจดทะเบียน และอื่น ๆ รวมทั้งบริษัทจดทะเบียนที่ต้องการติดต่อ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดต่อ S-E-T Call Center โทร. 0-2229-2222 e-mail: SETCallCenter@set.or.th 
สอบถามข้อมูลผู้ถือหุ้น เกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผล การเปลี่ยนแปลงการถือครองหลักทรัพย์ หรือข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับการถือหลักทรัพย์ ติดต่อ TSD Call Center โทร.0-2229-2888 หรือ e-mail: TSDCallCenter@set.or.th

 

ที่มา:www.dailynews.co.th

news, ข่าวเศรษฐกิจ , , , ,

เผาวอด เอกชนร้องรัฐเยียวยาด่วน !

May 22nd, 2010


มิคสัญญีกันทั้งประเทศ!! เมื่อไฟสงครามลามทั่วเมืองไทยเพียงชั่วข้ามคืน ก็วอดวายชนิดประเมินค่ายังไม่ได้ ณ วินาทีนี้..รัฐบาลต้องออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้อย่างเร่งด่วน

เพราะมาตรการเดิม ๆ ที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ คงไม่เพียงพอเสียแล้ว เห็นได้จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ที่เพิ่งสรุปความเสียหายเบื้องต้น ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทแน่นอนแล้ว

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ยังไม่ยุติโดยเร็ว ไม่ต้องห่วงเลยว่าเศรษฐกิจไทยจะดิ่งเหวไปมากเพียงใด เพราะเหตุการณ์ชั่วข้ามคืนที่ผ่านมานั้น ก็ทำให้เศรษฐกิจพังยับไปแล้ว 2-5%

แม้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังจะประเมินว่า หากการชุมนุมยืดเยื้อกระทบไปยังส่วนต่าง ๆ เป็นเวลา 3 เดือน จะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 2% หากยืดเยื้อนาน 6 เดือน จะกระทบเศรษฐกิจเพิ่มเป็น 3% และหากปิดสนามบิน ปิดท่าเรือ จะกระทบต่อเศรษฐกิจ 8%

คงไม่ต้องรอให้ประเทศพังพินาศไปมากกว่านี้อีก ดังนั้น รัฐบาลต้องรีบจัดลำดับความคิดให้ตกผลึกเร็วที่สุด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคลอดมาตรการเยียวยาให้ตรงกับความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน และครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายไม่ได้เจาะจงเฉพาะในพื้นที่แยกราชประสงค์หากต้องการเห็นเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาโดยเร็ว

ล่าสุด “คณะกรรมการช่วยเหลือผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม” กำลังระดมสมองเพื่อทบทวนนโยบายเดิมที่ก่อนหน้านี้เคยได้คลอดมาตรการช่วยเหลือบางส่วนออกมาบ้างแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการที่แท้จริง ขณะที่ “ไตรรงค์ สุวรรณ คีรี” รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลนโยบายด้านเศรษฐกิจโดยเฉพาะ กำลังระดมสมองที่ปรึกษาจากทุกภาคส่วนเพื่อยกเครื่องระบบเศรษฐกิจของประเทศใหม่ทั้งหมด

รวมทั้งนโยบายเฉพาะหน้าและระยะยาว ซึ่งทั้งหมดจะเห็นภาพชัดเจนในสัปดาห์หน้า หลังจากตกผลึกได้แล้วที่สำคัญการฟื้นฟูเร่งด่วนที่ถือเป็นนโยบายหลักและจะฟื้นฟูประเทศได้เร็วที่สุด จะเน้นไปที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยหลังจากที่เหตุการณ์สงบ และมีทางออกชัดเจนแล้ว จะหารือกับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี เป็นกรณีพิเศษทันที แต่ที่สำคัญ ต้องผลักดันนโยบายระยะยาวควบคู่กันไปด้วย โดยเฉพาะการผลักดัน “มอเตอร์เวย์ ทางน้ำ” หรือแลนด์บริดจ์ ของประเทศที่ต่างประเทศต้องการลงทุนอยู่แล้ว

ด้านเสียงสะท้อนจากภาคเอกชน หลังเหตุการณ์บานปลาย มองว่ารัฐบาลจำเป็นต้องตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศขึ้นมาอย่างเร่งด่วน มูลค่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท โดยใช้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูทั่วประเทศ เน้นการซ่อมแซมสถานที่ที่เสียหายจากเพลิงไหม้ให้ฟรี เร่งเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงให้สินเชื่อไม่คิดดอกเบี้ย หรือดอกเบี้ยต่ำพิเศษ แก่ผู้เดือดร้อน เพื่อให้ทุกอย่างฟื้นตัวขึ้นโดยเร็วที่สุด ไม่เพียงเท่านี้ หากจะให้ทุกอย่างขับเคลื่อนต่อไปได้ “พรรคฝ่ายค้าน” ต้องหันมาร่วมมืออย่างจริงใจกับ “พรรคร่วมรัฐบาล” เพื่อช่วยกันกอบกู้ซากเศรษฐกิจ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความวิบัติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สาเหตุหลัก มาจากพรรคการเมือง!!

ในแง่ของการค้าขาย ที่ยังไม่รู้ว่าความเสียหายครั้งนี้จะมีมูลค่าสูงเท่าใด แต่บรรดาเอกชนที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทยก็มีจำนวนไม่น้อยที่ถูกเผาอาคารจนต้อง ปิดกิจการ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องการขอให้รัฐเข้ามาช่วยดูแลด้านเงินทุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำมาค้าขาย ทั้งในรูปแบบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เงินทุนหมุนเวียน หรือแม้แต่การยืดเวลาชำระหนี้ออกไปอีก 6 เดือนหรือ 1 ปี หรือจนกว่าธุรกิจจะฟื้นตัวค่อยผ่อนชำระต่อ

แม้ว่าภาคการส่งออกจะไม่ได้รับผลกระทบในทันที แต่อนาคตอันใกล้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ ว่าประเทศคู่ค้าได้หันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านแทนไทย เพื่อเลี่ยงปัญหาความวุ่นวายทั้งหมด ดังนั้นรัฐต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและกู้ภาพลักษณ์ของประเทศกลับมาโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการประชาสัมพันธ์แผนเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงจัดโรดโชว์และสารพัดกิจกรรมเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนกลับเข้ามาซื้อขายกับไทยอย่างยั่งยืน    สำหรับผลกระทบด้านแรงงาน ลูกจ้างของบริษัทที่ต้องปิดกิจการ รัฐต้องเป็นแกนหลักในการช่วยเหลือ ทั้งการชดเชยรายได้ลูกจ้าง นอกเหนือจากการชดเชยตามกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้ว ที่สำคัญ ต้องเร่งช่วยหาอาชีพให้ผู้ที่ตกงานด้วย

เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยว ที่บรรดาผู้ประกอบการเตรียมเสนอมาตรการเยียวยาให้รัฐบาลพิจารณาเบื้องต้น ทั้งการให้รัฐรับผิดชอบจ่ายเงินเดือน 100% รวม 3 เดือน แก่พนักงานโรงแรมที่ได้รับผลกระทบในส่วนที่อยู่ในพื้นที่ราชประสงค์และต้องปิดให้บริการ เพราะขณะนี้ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนได้อีกแล้ว หลังไม่มีรายได้มานานกว่า 2 เดือน ส่วนโรงแรมที่อยู่ไกลออกไปจากพื้นที่ชุมนุม ต้องการให้ภาครัฐจ่ายเงินเดือนแก่พนักงาน 75% เป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน

ไม่เพียงเท่านี้ ยังต้องการเงินหมุนเวียน โดยให้รัฐยืดเวลาชำระเงินกู้ออกไปอีก 3 ปี  ยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ยเป็น เวลา 6 เดือน โดยให้รัฐบาลจ่ายดอกเบี้ยแทนผู้ประกอบการโรงแรมในเขตกทม. 3% โรงแรมต่างจังหวัด 2% สุดท้ายคือ ยกเว้นการชำระภาษีโรงเรือน และภาษีห้องพัก 80 บาทต่อห้องไปถึงปี 54 แม้กระทั่งการลดภาษีต่าง ๆ  ให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีรายได้เข้ามาในช่วงดังกล่าว รวมถึงรัฐบาลต้องให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เข้ามาสนับสนุนวงเงินช่วยเหลือเพื่อเสริมสภาพคล่องเพิ่มเติมอีก  5,000 ล้านบาท เพราะวงเงินเดิมที่ให้มาก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ

ในแง่ของพ่องานด้านท่องเที่ยวอย่าง “ชุมพล ศิลปอาชา” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา รับว่ารัฐบาลต้องวางแผนฟื้นฟูประเทศใหม่ทั้งหมด เพราะขณะนี้เหตุการณ์รุนแรงมาก ซึ่ง “กรณ์ จาติก วณิช” รมว.คลัง กำลังหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรี เพื่อออกมาตรการที่ชัดเจนต่อไป ส่วนมาตรการช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยวนั้น ได้เสนอให้นายกฯพิจารณาแล้ว ทั้งการขอวงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ รวมทั้งของบประมาณ 1,600 ล้านเพื่อให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ไปทำการตลาดเชิงรุกต่อไป

แน่นอนว่า ถ้าเป็นผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าที่ต้องรับกรรมจากการถูกวางเพลิง จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐต้องหันมาดูแลเป็นกรณีพิเศษ เช่นเดียวกับมาตรการเยียวยาครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ “สึนามิ” เพราะจนถึงขณะนี้ คงไม่สามารถปฏิเสธได้อีกแล้วว่า ทรัพย์สินของผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้ถูกทำลายหายไป ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สยามพารากอน ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน โรงภาพยนตร์สยาม ยังไม่รวมถึงร้านค้าปลีกย่อย อย่าง เซเว่น-อีเลฟเว่น โลตัส เอ็กซ์เพรส ร้านโชห่วย ไม่เว้นแม้แต่สำนักงานของธนาคารอีกหลายแห่ง

ขณะที่สมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ (อาร์เอสทีเอ) ที่มีสมาชิกรวมกว่า 1,700 ราย วอนขอให้รัฐช่วยเหลือเพิ่มเติมทันที แม้ว่าในระยะแรกนั้น รัฐบาลได้ช่วยเหลือไปแล้วบางส่วน คือผ่อนผันการจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร ที่ผู้ประกอบการขอให้จ่ายภายหลังกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงยุติการชุมนุมไปแล้ว 2 เดือน รวมถึงอนุมัติวงเงินช่วยเหลือแล้ว 5,000 ล้านบาท และให้รัฐจ่ายเงิน 3,000 บาทให้ลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ

แต่เมื่อเหตุการณ์รุนแรงขึ้นอีก วงเงินที่ช่วยเหลือสภาพคล่อง 5,000 ล้านบาท คงไม่เพียงพอ ต้องขอมากกว่านี้อีก พร้อมทั้งได้ขอให้รัฐเร่งอนุมัติมาตรการ ประกันวินาศภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ  เร่งผลักดัน พ.ร.บ.จัดระเบียบการชุมนุม ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องการให้รัฐเร่งผลักดันออกมาโดยเร็วที่สุด เพราะเป็นกฎหมายที่จะเรียกความเชื่อมั่นคืนมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติมั่นใจที่จะเดินทางเข้ามาในไทย สุดท้าย ขอให้รัฐอัดฉีดงบประมาณเพื่อฟื้นฟูราชประสงค์ โดยมีแผนแล้วคือ จะปรับปรุงพื้นที่และสภาพแวดล้อมในย่านราชประสงค์ และแผนการตลาด ที่จะร่วมมือกับผู้ประกอบการในย่านนี้ทุกรายทำกิจกรรม คาดว่าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน กว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้

ฟากระบบขนส่งมวลชนของประเทศ ไล่ตั้งแต่ การบินไทย ที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยหน้าเช่นกัน หลังจากนักท่องเที่ยวชะลอการเดินทาง จนทำให้การบินแต่ละเที่ยวเหลือผู้โดยสารไม่ถึง 60% เบื้องต้นจะขอความช่วยเหลือ เทียบเท่ากับเหตุการณ์ “ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ” คือ ขอลดหย่อนการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย ลดหย่อนค่าธรรมเนียมจอดสนามบินไม่ต่ำกว่า 6 เดือน

ส่วนอีก 2 แห่งที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ หลังจากกลุ่มผู้ชุมนุมได้ก่อเหตุระทึกอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่ต้องหยุดให้บริการทำให้สูญรายได้วันละ 10 ล้านบาท จนขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายเพื่อเสนอให้รัฐบาลเข้ามาเยียวยาเช่นกัน ขณะที่รถไฟฟ้าใต้ดิน ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ที่กำลังเร่งรวบรวมความเสียหายที่เกิดขึ้น จากที่ต้องเสียรายได้ถึงวันละ 5 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการเยียวยาที่ออกมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว คือ การของบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ยังคงว่าจ้างแรงงานอยู่ต่อไปแม้ว่าจะไม่เปิดกิจการก็ตาม 427 ล้านบาท และผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับค่าเช่าจากผู้ค้ารายย่อย 351 ล้านบาท ขณะเดียวกันผู้ประกอบการได้เสนอมาตรการฟื้นฟูหลังเหตุการณ์ยุติ ที่ภาครัฐเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที ทั้งเรื่องการฟื้นฟูปรับปรุงภูมิทัศน์ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น การสร้างการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการสนับสนุนให้ส่วนราชการจัดประชุมสัมมนาในโรงแรมในพื้นที่ราชประสงค์ เป็นต้น

กรณีการขอลดภาษีมูลค่าเพิ่มเหลือ 0% (แวตฟรี) ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องแก้กฎหมาย ขณะที่การขอให้นำรายจ่ายจากมาตรการส่งเสริมการตลาดมาหักภาษีได้ 2 เท่านั้น กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการ เพื่อนำเสนอต่อครม.ต่อไป ขณะที่การขอส่งเสริมการลงทุนเป็นเวลา 3 ปี ทำไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างจากเหตุการณ์สึนามิที่ทรัพย์สินทั้งหมดหายไป

ด้านมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างนอกระบบ ที่มีกว่า 800 คนนั้น ยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ซึ่งกระทรวงแรงงานไปเร่งจดทะเบียนและดูแลรายละเอียดให้ชัดเจนต่อไป เบื้องต้นยังคงใช้แนวทางช่วยเหลือเดิม คือการให้เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประมาณ 3,000 บาท แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ขณะที่ลูกจ้าง 27,192 คนที่แม้ว่าจะไม่ได้ทำงานแต่ยังได้รับค่าจ้างจากนายจ้างอยู่นั้น ทางกระทรวงแรงงานจะให้การช่วยเหลือตามกฎหมายแรงงานต่อไป

ข้อเรียกร้องทั้งหมดนั้น แม้จะยังไม่ได้กำหนดออกมาเป็นมาตรการเยียวยาอย่างเป็นทางการ แต่ที่เบาใจได้ในระดับหนึ่งนั่นคือเสียงของ “กรณ์ จาติกวณิช” รมว.คลัง ที่ยืนยันว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งออกมาตรการฟื้นฟูเฉพาะหน้า เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจให้คนไทยทั้งประเทศ หลังจากต้องทนรับกรรมที่ไม่ได้ก่อมานานกว่า 2 เดือน และส่งผลกระทบต่อจีดีพีมากกว่า 0.5% หรือกว่า 50,000 ล้านบาทไปแล้ว และยอมรับว่ามาตรการที่ออกไปก่อนหน้านี้ ไม่เพียงพอ ดังนั้นมาตรการใหม่ที่จะออกมานี้ ต้องครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผู้ที่ตกลงหรือมีรายได้ลดลงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเร็ว ๆ นี้ จะมีข่าวดีออกมาแน่นอน และมั่นใจได้ว่ากระทรวงการคลังมีแหล่งเงินพร้อม!!

เนื่องจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจโลกที่กำลังโงหัวขึ้นมา ทำให้รัฐมีรายได้สูงกว่าเป้าหมายถึง 170,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังไม่รวมเงินที่อายัดมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีอีก 46,373 ล้านบาทด้วย เมื่อรวมแล้ว ณ สิ้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้รัฐบาลมีเงินคงคลังมากกว่า 159,000 ล้านบาททีเดียว

ขณะเดียวกัน หนทางที่รัฐบาลจะทำได้รวดเร็วที่สุดในเวลานี้ นั่นคือการเร่งรัดให้ทุกส่วนภาคราชการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินเบิกจ่ายไปแล้วกว่า 53.9% ขณะที่งบประมาณไทยเข้มแข็ง ที่อย่างน้อยเบิกจ่ายไปกว่า 134,000 ล้านบาทแล้วหรือ 38.4%

โดยแผนเร่งด่วนที่ต้องทำทันทีหลังจากนี้ คือต้องกำหนดแนววิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในระยะสั้น โดยกระทรวงการคลังได้หารือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีโจทย์ว่าต้องช่วยเหลือผู้ได้รับความเสียหายโดยตรง ประกอบด้วย มาตรการทางภาษี เพื่อลดภาระแก่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป และการใช้เงินสดเพื่อจ่ายตรงให้แก่ผู้ที่เดือดร้อนจากเหตุการณ์ดังกล่าว รัฐบาลยืนยันว่าจะดูแลทรัพย์สินทางราชการและของภาคเอกชนที่เสียหายทุกกรณี!!

ส่วนจะใช้เงินมากน้อยเพียงใดยังไม่ได้สรุป แต่คาดว่าไม่ต่ำกว่าหลายพันล้านบาทแน่นอน ทั้งนี้จะพิจารณารายละเอียดอีกครั้งหลังเหตุการณ์สงบ จากนั้นจะนำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อสรุป และนำเข้าที่ประชุมครม.โดยเร็วที่สุด

ขณะนี้ แม้จะยังไม่ทราบว่าความเสียหายกระจายไปจุดใดบ้าง แต่ยืนยันว่าจะพยายามกู้ชีพเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นกลับมาให้เร็วที่สุด เพราะยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยยังลุกขึ้นมา และก้าวเดินต่อไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความร่วมแรงร่วมใจของคนไทยทั้งชาติด้วยเช่นกัน!.

ที่มา:www.dailynews.co.th

news , , , ,

ข่าวธุรกิจ เศรษฐกิจ กันยายน w1

September 5th, 2009

ธปท.ชี้ค่าเงินบาทอ่อนถ้าเทียบคู่แข่ง21ประเทศ
แบงก์ ชาติ ระบุค่าเงินบาทที่แท้จริงเทียบกับคู่ค่าคู่แข่ง 21 ประเทศ อ่อนค่าลง อย่ามองแต่ค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯที่แข็งค่าขึ้น ยันค่าเงินบาทไม่ได้ทำลายความสามารถการแข่งขันทางการค้า- …
1 ก.ย. 2552
มาบตาพุด 3 แสนล้านหาวเรออีก
” ชาญชัย” ยังไม่ลงนามร่างประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมคุม 8 กิจการที่เข้าข่ายสร้างผลกระทบชุมชนและสิ่งแวดล้อม ส่งกฤษฎีกาตรวจทานอีกครั้งหวั่นถูกเอ็นจีโอหาช่องโหว่ฟ้อง ด้านมาบตาพุดยังร …
1 ก.ย. 2552
เอกชนผวาม็อบหลอนนักท่องเที่ยว
ประธาน สมาคมโรงแรมหวั่นเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขณะที่ยอดเข้าพักในโรงแรม ก.ย.ติดลบ 27% เชื่อตลอดทั้งปีจะติดลบประมาณ 20% คิดเป็นจำนวนประมาณ 11.2 ล้านคน.. นายประกิจ ชินอมรพงศ์ ประธานสมาค …
1 ก.ย. 2552
ทีโอทีทุ่ม 4 ล้านสร้างภาพลักษณ์
ที โอทีจ้าง “รถเมล์” เป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์กล่อมลูกค้า มีผลตั้งแต่เดือน ส.ค.52-ส.ค.53 คิดเป็นเงินค่าจ้างทั้งสิ้น 4.13 ล้านบาท โดยทีโอทีจะเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาประมาณกลางเดือน ก …
1 ก.ย. 2552
ดีแทคลั่นฆ้องพร้อมลุยตลาด 3 จี
ดี แทค เปิดทดลองการให้บริการโทรศัพท์มือถือในยุค 3 จี เชิงพาณิชย์กับลูกค้า 2 พันรายซึ่งเป็นลูกค้าดีแทค 2 ใน 3 ที่เหลือเป็นลูกค้าค่ายอื่นที่สมัครเข้าไป เตรียมพร้อมรอเปิดจริงปลายปี.. ผู้ …
1 ก.ย. 2552

ข่าวเศรษฐกิจ , , , , ,

คนกรุงขานรับ ลดราคาดีเซล ให้ลดเบนซินด้วย

August 18th, 2009

“สวนดุสิตโพล”ชี้มาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงของรัฐ พบคนกรุง-ปริมณฑลต่างขานรับ  เหตุช่วยลดภาระประชาชน แนะควรลดราคาเบนซินด้วย โดยลดเก็บภาษีสรรพสามิต-ค่าการตลาด วัน ที่ 15 ส.ค. “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ร่วมกับ “รายการก่อนตัดสินใจ” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทุกสาขาอาชีพในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ที่มีต่อมาตรการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงของ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เสนอให้ลดการนำเงินเข้ากองทุนน้ำมันและกองทุนอนุรักษ์พลังงานในส่วนของ น้ำมันดีเซลลิตรละ 2 บาท พร้อมตรึงราคาก๊าซหุงต้ม แอลพีจี (LPG) และ ก๊าซธรรมชาติสำหรับรถยนต์เอ็นจีวี (NGV) รวมถึงค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที-FT) ไปจนถึงเดือน ส.ค.2553 เพื่อลดภาระให้แก่ประชาชน พบว่า ราคาน้ำมันในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 39.76 ทำให้ต้องมีการประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นร้อยละ 26.38 และหันมาใช้บริการรถสาธารณะเพิ่มมากขึ้นร้อยละ 11.81 รวมทั้งต้องทำงานหนักขึ้น ร้อยละ 10.63

ผลสำรวจพบว่า ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาพลังงานเรื่องราคาน้ำมัน สูงสุดร้อยละ 49.06 รองลงมาคือก๊าซเอ็นจีวี ร้อยละ 39.60 ราคาก๊าซหุงต้ม แอลพีจี ร้อยละ 10.08 และราคาค่าไฟฟ้า ร้อยละ 1.26

ส่วนกรณีคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ มีมติให้ลดจำนวนเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ทำให้ราคาน้ำมันดีเซล บี-2 ลดลง 2 บาท/ลิตร และ บี-5ถูกลง 40สตางค์/ลิตร ประชาชนร้อยละ 34.96 เห็นว่าเหมาะสม ส่วนร้อยละ 39.02 ไม่แน่ใจ ขณะที่ร้อยละ 26.02 เห็นว่าไม่เหมาะสม เพราะร้อยละ 75 เห็นว่า ควรมีการลดราคาน้ำมันเบนซินทุกประเภทด้วย

อย่างไรก็ตาม ประชาชนร้อยละ 59.68 เห็นว่ารัฐบาลควรใช้มาตรการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้น้ำมันดีเซลและเบนซินลดลง นอกจากนี้ ร้อยละ 53.54 เห็นว่ารัฐบาลควรผลักดันให้ลดค่าการตลาดด้วยเพื่อทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและ เบนซินลดลง

สำหรับนโยบายตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ก๊าซเอ็นจีวี และ อัตราค่าไฟฟ้าผันแปร หรือ ค่าเอฟทีต่อเป็นระยะเวลา 1 ปี ร้อยละ 58.26 ต่างเห็นด้วย เพราะเป็นการช่วยลดภาระให้ประชาชน โดยร้อยละ 34.24 เห็นว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดันพลังงานทุกประเภทอย่างเร่งด่วน ร้อยละ 33.15 เห็นว่าควรรณรงค์ให้ประชาชนประหยัดพลังงาน ร้อยละ 27.17เสนอให้ เร่งก่อสร้างระบบมวลชนสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาพลังงานและราคาน้ำมันแพงอย่างจริงจัง

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=2292

ข่าวเศรษฐกิจ , , , , , , , ,

ลีสซิ่งฝันยอดขายรถครึ่งปีหลังฟื้น

August 14th, 2009

บริษัทลีสซิ่งกสิกรไทย เชื่อ ยอดจำหน่ายรถยนต์จะฟื้นตัวครึ่งปีหลัง เผย 7 เดือนแรก ปล่อยสินเชื่อได้แล้ว 17,000 ล้านบาท …

นาย อิสระ วงศ์รุ่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัทลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ยอดจำหน่ายรถยนต์จะฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง หลังจากการส่งออกปรับตัวดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มกลับมา ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ รถยนต์นั่งขนาดเล็กและรถนั่งขนาดกลางประหยัดพลังงานมีความต้องการมากขึ้น    ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีหลังอยู่ที่ 230,000-250,000 คัน หรือลดลงต่ำกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกที่ยอดขายปรับตัวลดลง 28% โดยทั้งปียอดขายรถยนต์จะอยู่ที่ 450,000-460,000 คัน หรือลดลง 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ทั้งนี้ แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่การดำเนินธุรกิจของบริษัทในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้ว 17,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าระยะเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีจะปล่อยสินเชื่อใหม่ตามเป้าได้ที่ 30,000 ล้านบาท โดยกำไรสุทธิ 7 เดือนแรกอยู่ที่ 103 ล้านบาท ทั้งปีตั้งเป้าไว้ที่ 226 ล้านบาท สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 7 เดือนแรกอยู่ที่ 2.1% ของสินเชื่อ สูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ 2.01% โดยปลายเดือนนี้จะออกเมนูการปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกค้าดีที่ผ่อนชำระตรงมา โดยตลอดแต่ประสบปัญหารายได้ไม่พอผ่อนชำระ โดยจะยืดระยะเวลาการชำระหนี้เพื่อให้ผ่อนชำระน้อยลง หรือกำหนดให้ปลอดเงินต้น และเมื่อรายได้กลับมาจึงจะผ่อนชำระมากขึ้น

นาย อิสระกล่าวอีกว่า ปัจจุบันธุรกิจลีสซิ่งรถยนต์ใหม่แข่งขันรุนแรงเพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาด โดยแข่งขันเรื่องอัตราดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันดอกเบี้ยลีสซิ่งกสิกรไทยอยู่ที่ 2.65% ต่อปี ถือเป็นอัตราที่ต่ำมาก แต่มีบางรายหั่นดอกเบี้ยเหลือ 2.55% และยังมีการจ่ายค่าคอมมิชชั่นใต้โต๊ะให้กับพนักงานของดีลเลอร์รถยนต์คันละ 2,000 บาท ขณะที่ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายบนโต๊ะให้กับดีลเลอร์ต่อคันก็ยังต้องจ่ายเป็น ปกติ

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=2125

ข่าวเศรษฐกิจ , , , , , ,

ทรูมูฟปลื้มไอโฟน 3G ทะลัก

August 4th, 2009

ทรูมูฟ เผย ยอดขายไอโฟน 3 จีทะลุ 50,000 เครื่อง เปิดจองรุ่นล่าสุด 3 GS 5 ส.ค. – 24 ส.ค. คาดเริ่มส่งมอบเครื่อง 28 ส.ค. เป็นต้นไป …

นาย ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และรองหัวหน้ากลุ่มคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า   หลังจากทรูมูฟได้สิทธิ์การเป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องไอโฟน   3 G แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ทำยอดขายได้ประมาณ 50,000 เครื่องแล้ว ถือว่าเป็นที่น่าพอใจและปิดการขายไปเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 5 ส.ค.นี้ ทรูมูฟจะเปิดจองไอโฟน 3 GS รุ่นใหม่ล่าสุด จนถึงวันที่ 24 ส.ค. โดยคาดว่าจะเริ่มส่งมอบเครื่องได้ตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. เป็นต้นไป

นาย ปพนธ์กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่เปิดขายไอโฟน 3 G มาตลอดเกือบ 7 เดือน พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ต้องการโครงสร้างราคาที่ยุ่งยาก การเปิดตัว 3GS จึงเน้นความเรียบง่าย โดยเปิดขาย 2 ราคา เครื่องขนาด 16 G ขายที่ 24,500 บาท ส่วน 32 G ขายที่ 28,500 บาท โดยลูกค้าสามารถเลือกที่จะสมัครโปรโมชั่นของทรูมูฟเหมาจ่ายเดือนละ 599 บาท โทร. 300 นาที พร้อมใช้เครือข่าย 3 G และ WIFI ฮอตสปอตของทรูที่มีอยู่ 18,000 จุดทั่วประเทศได้ไม่จำกัด หรือจะซื้อเฉพาะเครื่องเปล่าก็ได้ “เราตัดสินใจปลดล็อก เพราะที่สุดพบว่าลูกค้าจะหันกลับมาสมัครใช้เครือข่ายของเราเองโดยสมัครใจ แต่เมื่อใช้บริการไปลูกค้าจะหันกลับมาสมัครทรูมูฟในที่สุด เพราะราคาคุ้มค่ากว่า”

ส่วนการแข่งขันระหว่างการเปิดตัวสมาร์ตโฟนจาก ค่ายอื่น ซึ่งกำลังคึกคักอย่างมากนั้น นายปพนธ์กล่าวว่า ไอโฟนมีตลาดเฉพาะกลุ่ม จึงเป็นการแข่งขันกับตัวเองเป็นหลัก

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=1859

ข่าวเศรษฐกิจ , , , , , , , ,

แง้มอีกมุม”เป้,หนูแหม่ม,อั๋น” ผันตัวเป็น”เถ้าแก่มือทอง”

July 20th, 2009

ในรายการราตรีสโมสร โดยหนูแหม่ม-สุริวิภา, เป้-อา-รักษ์ และ อั๋น-วิทยา พาชมธุรกิจส่วนตัว พร้อมเผยเคล็ดลับทำธุรกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดด้วย

ฮอตจัดจนงานรัดติ้ว แต่ 3 นักแสดงชื่อดัง หนูแหม่ม-สุริวิภา, เป้-อา-รักษ์ และ อั๋น-วิทยา ยังขยันหาเงินควั่ก เจียดเวลาทำธุรกิจส่วนตัวด้วย แต่ใช่ ว่าเป็นดาราแล้วจะทำธุรกิจได้ง่ายๆ อย่างที่หลายคนคิด ขนาดพระเอก เป้ ยังดั้นด้นไปขอฝึกเป็น  พนักงานขายเสื้อผ้า! แลกวิชา ก่อนร่วมหุ้นกับเพื่อนๆเปิดร้านสุดแนว “Paper-cuts and The Pencil Sharpener” ฟาก อั๋น ต้องยกตำแหน่ง “พ่อศรีเรือนตัวพ่อ” ทั้งเดินตลาดซื้อของเข้าร้านขนม “COCO Custard” แถมเข้าครัวลงมือทำสังขยาด้วยตัวเอง ส่วน หนูแหม่ม เซอร์ไพรส์ สุดๆถึงขั้น คุมงานก่อสร้าง! ร้านเสื้อผ้าไซส์บิ๊ก “SURI By SURIVIPA” เองกับมือ แถมควบหน้าที่ออกแบบและฟิตติ้งทุกชุดในร้าน ไม่แค่นั้นแต่ละคนยังตบเท้าเผยเคล็ดลับทำธุรกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดอีกด้วย ห้ามพลาด “ราตรีสโมสร” พุธนี้ 5 ทุ่ม ช่อง 3

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?content=1180

ข่าวบันเทิง , , , , , , ,

บิ๊กนั่งไม่ติดหวังดีเอสไอฟอกขาวตนเอง ศุลกากรหาช่องพลิกคดีซิลิคอน

July 11th, 2009

บิ๊กศุลกากรเต้นหลังพ่ายคดีภาษีเหล็กซิลิคอน เผยรู้เต็มอกศาลพิพากษาเพิกถอนประเมินภาษีและยังตีแสกหน้าคณะกรรมการอุทธรณ์ ภาษีที่มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่ยังหวังยืมมือดีเอสไอกลบเกลื่อนฟอกผิดให้ตัวเอง…

ผู้สื่อ ข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังถึงกรณี ที่บริษัทยูไนเต็ดคอยล์เซ็นเตอร์ 1 ใน 7 ผู้ประกอบการนำเข้าเหล็กซิลิคอนที่ถูกกรมศุลกากรเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ได้ยื่นฟ้องกรมศุลกากรต่อศาลภาษีอากรกลางเพื่อขอให้กรมเพิกถอนการประเมิน อากรและเบี้ยปรับเพิ่มกว่า 685 ล้านบาท เนื่องจากเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม อีกทั้งยังเห็นว่าบริษัทได้มีการสำแดงพิกัดอัตราภาษีศุลกากรตามระเบียบ ปฏิบัติของกรมศุลกากรมาโดยตลอดนั้น

ล่าสุดศาลภาษีอากรกลาง โดยนางยินดี วัชรพงค์ ต่อสุวรรณ และนายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์ ผู้ พิพากษาศาลภาษีอากรกลางได้อ่านคำพิพากษาลงวันที่ 26 พ.ค. สรุปได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกรมศุลกากรที่อ้างว่ามีสายลับเป็นผู้แจ้ง เบาะแสว่า ผู้นำเข้าเหล็กซิลิคอนมีการสำแดงเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงอากรนำเข้านั้น ศาลเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่ผู้แจ้งเบาะแสดังกล่าว จะล่วงรู้ถึงองค์ประกอบทางเคมีของเหล็กกล้าซิลิคอนที่มีการนำเข้าในช่วงปี 2538-46 เนื่องจากยังไม่มีการพิสูจน์ทราบมาก่อน จึงเห็นว่าการจดแจ้งสำแดงอากรพิกัดที่ผู้ประกอบการดำเนินการไปในช่วงก่อน หน้าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่าในขณะที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรได้เข้าตรวจค้นและยึดเอกสารนำเข้า ย้อนหลังจากผู้ประกอบการนั้น เจ้าหน้าที่เองก็ไม่รับทราบมาก่อนว่าสินค้าเหล็กพิพาทดังกล่าวมีการสำแดง รหัสและชนิดสินค้าผิดไปจากพิกัดอัตราศุลกากรแต่อย่างใด การที่กรมศุลกากรเหมารวมเอาว่าผู้นำเข้าเหล็กซิลิคอนมีการสำแดงเท็จเพื่อ ชำระภาษีมาตั้งแต่ปี 2538-2546 ทั้งที่กรมรู้ดีว่าการจำแนกธาตุซิลิคอนในเหล็กนำเข้าไม่สามารถตรวจสอบได้จาก ลักษณะภายนอก จึงถือเป็นการประเมินภาษีที่ไม่เป็นธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งยังเห็นว่าคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ร่วมกันลงมติยืนยันให้ดำเนินคดี กับผู้ประกอบการนั้นมีส่วนได้ส่วนเสียกับคดีที่มีเงินรางวัลสินบนนำจับที่จะ เกิดขึ้น จึงให้เพิกถอนคำอุทธรณ์ของคณะกรรมการชุดดังกล่าว รวมทั้งให้งดเบี้ยปรับและเงินเพิ่มใดๆ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่ม เติมว่าเป็นที่น่าสังเกตว่า ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีดังกล่าวตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่นายอุทิศ ธรรมวาทิน อดีตอธิบดีกรมศุลกากรจะถูกโยกไปเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง และกรมก็ล่วงรู้ถึงผลคดีที่ออกมา แต่อธิบดีกรมศุลกากรยังคงเรียกประชุมคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับซึ่งมีอธิบดี กรมศุลกากรเป็นประธานพร้อมกับส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เร่งรัดการดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนรายนี้ โดยอ้างว่า บริษัทได้เคยขอระงับคดีกับกรมศุลกากรมาแล้วและยินยอมที่จะชำระอากรและเบี้ย ปรับเพิ่มรวมทั้งสิ้น 685 ล้านบาท แต่ภาย หลังกลับแจ้งขอเพิกถอนคำร้องการระงับคดี จึงต้องส่งเรื่องให้ดีเอสไอดำเนินคดีต่อไป โดยจะไม่มีการพิจารณารับอุทธรณ์จากบริษัทดังกล่าวอีก

“ทั้งๆ ที่กรมศุลกากรเองก็รับทราบผลคดีจากศาลภาษีอากรกลางแล้วว่าได้มีคำพิพากษาออก มาก่อนแล้วว่าการประเมินภาษีนำเข้าและเบี้ยปรับจากบริษัทเอกชนเป็นไปโดยไม่ ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งศาลยังให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ไปแล้ว แต่กรมศุลกากรกลับยังคงเดินหน้าจะให้ดีเอสไอเร่งรัดฟ้องร้องคดีอาญาแก่ บริษัทเพื่อหวังจะกลบเกลื่อนความผิดที่ตนเองกระทำไว้ เพราะรู้ดีว่าหากพ่ายคดีนี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงผู้เกี่ยวข้องในคดีและรับ สินบนนำจับมีสิทธิ์ถูก ป.ป.ช.สอบกราวรูดแน่ ซึ่งล่าสุดทางดีเอสไอก็ได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรรมการบริหารบริษัทเอกชนราย นี้เพื่อให้ เดินทางมารับการไต่สวนแล้ว”

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรม ศุลกากรว่าทางกรมศุลกากรจะดำเนินการอุธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางต่อ ศาลฎีกาต่อไป เนื่องจากเห็นว่า คดีนี้มีหลายจุดศาลตัดสินโดยขาดข้อมูลที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการกระทำความผิดของผู้ประกอบการที่สำแดงเท็จการนำเข้าเหล็กซิลิคอน ที่ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ

ผู้ สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่าคดีภาษีเหล็กซิลิคอนมีปัญหายาวนานตั้งแต่ปี 2546 หรือกว่า 5 ปี โดยผู้ประกอบการนำเข้า 7 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่นได้ถูกกรมศุลกากรเข้าตรวจสอบและยึด เอกสารการนำเข้าเหล็กซิลิคอนนับแต่ปี 2538-46 ก่อนจะแจ้งว่ามีการสำแดงเท็จเพื่อหลบเลี่ยงภาษีและได้ประเมินภาษีและเบี้ย ปรับย้อนหลังกว่า 3,000 ล้านบาท โดยมีเงินรางวัลนำจับสูงถึง 55% หรือจำนวนกว่า 1,600 ล้านบาทให้กับผู้แจ้งเบาะแสและเจ้าหน้าที่ผู้เข้าตรวจค้นและจับกุม

อย่าง ไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ได้รับสินบนนำจับกว่า 30% หรือร่วม 1,000 ล้านบาทนั้นได้แสดงหลักฐานเป็นเพียงลายพิมพ์นิ้วมือเท่านั้น ได้แจ้งว่าต้องการรับเงินรางวัลโดยตรงกับนายชวลิต เศรษฐเมธีกุล อธิบดีกรมศุลกากรในขณะนั้นเท่านั้นทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า ผู้แจ้งไม่มีตัวตนอยู่จริงและน่าจะเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกับผู้จับกุมที่เป็น ผู้ บริหารระดับสูงของกรมศุลกากรเอง

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?content=1176

ข่าวเศรษฐกิจ , , , ,

สคบ.เปิดโครงการ “สายลับ…ตรวจจับโฆษณา” จับโฆษณาเกินจริง

July 5th, 2009

ภายใต้ชื่อโครงการ “สายลับ…ตรวจจับโฆษณา”หลังถูกประชาชนร้องเรียนโฆษณาเกินจริง ระบุคนของสคบ.มีไม่เพียงพอที่จะตรวจได้ทุกพื้นที่…

นาย นิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า สคบ.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสถานศึกษาทั่วประเทศ สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำโครงการ “สายลับ… ตรวจจับโฆษณา” เพื่อดึงดูดให้นักเรียนนักศึกษาทางด้านโฆษณา รวมถึงบุคคลที่อยู่ในวงการโฆษณาทั่วประเทศ ร่วมเป็นเครือข่ายของ สคบ. เพื่อตรวจสอบการโฆษณาทางสื่อทุกประเภทอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากพบว่ามีประชาชนเป็นจำนวนมากถูกเอารัดเอาเปรียบจากการโฆษณาขายสินค้า จนทำให้ได้รับความเดือดร้อนและร้องเรียนมายัง สคบ.

เลขาธิการสคบ. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโฆษณาสินค้าทั่วไปทำได้อย่างอิสระ มีรูปแบบหลากหลาย ผู้ประกอบการอาจไม่ทราบกฎเกณฑ์และรายละเอียดที่ถูกต้องของการโฆษณา หรือในบางรายขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและผู้บริโภคโดยเน้นแต่ผลประโยชน์ส่วน ตัว และทำโฆษณาโดยไม่ขออนุญาตก่อนเผยแพร่ จนทำให้เกิดการใช้ภาพและข้อความโฆษณาที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ขณะที่ สคบ. มีบุคลากรไม่เพียงพอที่จะออกไปตรวจสอบได้ทั่วถึงทุกพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างเครือข่ายให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

นายนิโรธ กล่าวด้วยว่า ล่าสุดคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้เห็นชอบให้ดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบ ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภครวม 10 รายทั่วประเทศ ทั้งการไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน การผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามบันทึกข้อตกลง การก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จตามสัญญา การผิดสัญญาบันทึกข้อตกลงกรณีสร้างไม่แล้วเสร็จตามสัญญา การไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในเอกสารโฆษณา รวมถึงการไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ตามสัญญา เพื่อเรียกเงินคืนให้กับผู้บริโภครวมเป็นเงินกว่า 16.87 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย

credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?content=931

ข่าวเศรษฐกิจ , , , ,