“รัฐบาล” เอาใจคนไทยอีกระลอกออก 5 มาตรการบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาค่าน้ำมันแพง ทั้งตรึงค่าไฟ-เอ็นจีวี-แอลพีจี 1 ปี ลดราคาขายปลีกดีเซล 2 บาทต่อลิตร พร้อมเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงเอ็นจีวีแท็กซี่ฟรี 3 หมื่นคัน ดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง-กฟผ.กว่า 3.7 หมื่นล้าน แก้ปัญหา
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่รัฐสภา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ 5 มาตรการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนจากราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น โดยจะใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมทั้งสิ้น 37,528 ล้านบาท เข้ามาอุดหนุน ทั้ง 5 มาตรการคือ 1. ลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี 2 ลิตรละ 2 บาท และน้ำมันดีเซล บี 5 ลิตรละ 40 สต. โดยไม่กำหนดระยะเวลา วงเงิน 1,154 ล้านบาทต่อเดือน 2.ตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่ปัจจุบันราคา 18.13 บาทต่อกก. เป็นเวลา 1 ปี จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 53 วงเงิน 740 ล้านบาทต่อเดือน 3. ตรึงก๊าซธรรมชาติหรือเอ็นจีวี ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกก. วงเงิน 300 ล้านบาทต่อเดือน เป็นเวลา 1 ปี จะสิ้นสุดวันที่ 31 ก.ค. 53
4.ส่งเสริมให้รถแท็กซี่ 30,000 คันเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงเป็นเอ็นจีวี วงเงิน 1,200 ล้านบาทต่อเดือน และ 5. ตรึงอัตราค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 53 หรือเป็นเวลา 1 ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 92.55 สต.ต่อหน่วย โดยกฟผ. ต้องรับภาระในการตรึงค่าไฟฟ้า 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในการประชุมครม.วันที่ 11 ส.ค.นี้ จะนำมติกพช.เสนอให้ที่ประชุมครม.เห็นชอบ และเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร นโยบายพลังงาน (กบง.) อนุมัติและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ไม่เกินภายใน สัปดาห์นี้ สำหรับการอุดหนุนน้ำมันจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีรายได้เหลือ 464 ล้านบาทต่อเดือน จากเดิมที่มีรายได้ 3,600 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งยังไม่กระทบต่อกองทุนมากนัก เพราะปัจจุบันยังมีเงินอยู่ 1.6 หมื่นล้านบาท
“การลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล บี 2 ลงลิตรละ 2 บาท แบ่งเป็น ยกเลิกการเก็บเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานลิตรละ 70 สต. และลดเงินนำเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อ เพลิง 1.17 บาทต่อลิตร ที่เหลือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้กองทุนมีรายได้จากดีเซล บี 2 เหลือ 0.53 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซล บี 5 เดิมกองทุนชดเชยราคาลิตรละ 0.23 บาทต่อลิตร เป็นชดเชยเพิ่ม 0.81 สต. ทำให้ราคาดีเซลบี 2 สูงกว่าดีเซลบี 5 ที่ 1.20 บาทต่อลิตร”
ด้าน นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศบริษัท ปตท. กล่าวว่า นโยบายในการตรึงราคาแอลพีจีเป็นเวลา 1 ปี จะทำให้ปริมาณการนำเข้าแอลพีจียังมีต่อเนื่องเฉลี่ย 6-8 หมื่นตันต่อเดือน และบางเดือนจะสูงถึง 1 แสนตัน ซึ่งอาจทำให้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการนำเข้าแอลพีจีจะแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาท ภายในเดือน พ.ย.-ธ.ค. 52 นี้ ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้ และ ปตท. ไม่สามารถขออนุมัติวงเงินในการรับภาระกับที่ประชุมคณะกรรมการ ปตท. ได้อีก ดังนั้นภาครัฐจะต้องทยอยจ่ายคืนหนี้ในการนำเข้าแอลพีจีแต่ละเดือนไม่ควรต่ำ กว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนของหนี้ใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 52 ในขณะที่ภาระหนี้เก่าในปี 51 ก็ต้องทยอยจ่ายคืนตามกำหนดระยะเวลาด้วย
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในช่วงเช้าของวันเดียวกัน นพ.วรรณรัตน์ ได้เปิดแถลงข่าวหลังร่วมเปิดตัวโครงการรณรงค์ “ถอดปลั๊ก พักเที่ยง” ซึ่งจะลดการใช้ไฟฟ้าสูญเปล่าด้วยการถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดช่วงพัก เที่ยง ซึ่ง กฟผ. จะรณรงค์ในย่านธุรกิจ เช่น สีลม สถานีรถไฟฟ้า โดยโครงการนี้ใช้กระทรวงพลังงานเป็นต้นแบบนำร่องจะมีการ ถอดปลั๊กทั้งในส่วนชุดคอมพิวเตอร์ และเครื่องถ่ายเอกสาร คาดจะลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 208,000 หน่วยต่อปี ลดค่าใช้จ่าย ได้ 624,000 บาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 106 ตันต่อปี
ส่วน นายสมบัติ ศานติจารี ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. พร้อมปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ตรึงค่าไฟฟ้า คาดว่าไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ. แม้ว่าที่ผ่านมา กฟผ. จะเข้าไปร่วมรับภาระค่าเอฟที และประชาชนยังติดค้างค่าเอฟทีค้างจ่ายตั้งแต่ปีที่แล้ว รวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท เดิมภาระนี้จะหมดในปลายปี 2553 ก็ต้องเลื่อนไปกลางปี 2554
ทางด้าน นายพีระพล สาครินทร์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ในไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยครึ่งแรกของปี 52 (ม.ค.-มิ.ย.) เฉลี่ยวันละ 1.15 หมื่นตัน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1.3% แบ่งเป็น ภาคครัวเรือน 5,900 ตัน เพิ่ม 4.1% อุตสาหกรรม 1,400 ตัน ลดลง 25.5% และรถยนต์ 1,800 ตัน ลดลง 2.5% ส่วนหนึ่งผู้ใช้รถยนต์ที่เติมแอลพีจีหันมาเปลี่ยนเครื่องยนต์เอ็นจีวีมากถึง 131.3 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน เพิ่มถึง 136.8% ขณะเดียวกันยังพบว่าประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าราคาน้ำมันดิบ ตลาดโลกครึ่งปีแรก เฉลี่ยที่ 52.94 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อบาร์เรล ต่ำกว่าปีก่อนที่เฉลี่ย 104.03 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จนราคาขายปลีกในประเทศต่ำกว่าปีก่อน 7-12 บาทต่อลิตร
โดยยอดใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์อยู่ที่ระดับ 12.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่ม 56% แบ่งเป็นแก๊สโซฮอล์ 91 จำนวน 3.8 ล้านลิตรต่อวัน แก๊สโซฮอล์ 95 จำนวน 8.4 ล้านลิตรต่อวัน และแก๊สโซฮอล์ อี 20 จำนวน 0.18 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 52.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่ม 1.4% ซึ่งเพิ่มขึ้นในส่วนของการใช้น้ำมันดีเซล บี 5 จาก 7.8 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 22.4 ล้านลิตร หรือเพิ่ม 187.4%
ขณะที่ นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรม การผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เห็นด้วยที่รัฐบาล เตรียมพิจารณาปรับลดเงินนำส่งกองทุนน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลในอัตรา 2 บาทต่อลิตร ซึ่งบางจากพร้อมจะลดราคาน้ำมันทันทีหลังรัฐบาลประกาศลดเงินเข้ากองทุน แต่เป็นห่วงเรื่องส่วนต่างของราคาน้ำมันดีเซล (บี 2) กับไบโอดีเซลบี 5 ที่อาจจะลดลงหลังการปรับลดเงินกองทุน ซึ่งจะทำให้ประชาชนหันไปใช้ดีเซลมากขึ้น จากปัจจุบันที่สัดส่วนการใช้ระหว่างดีเซลและไบโอดีเซลอยู่ที่ 50:50 จึงอยากให้รัฐบาลคำนึงถึงเรื่องนี้ ด้วยการทำให้ส่วนต่างอยู่ในระดับที่มากกว่า 1 บาทต่อลิตร เพื่อส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลต่อไป
credit : http://www.classifiedthai.com/content.php?news=2100
shopping ข่าวเด่นประจำวัน ข่าวการเมือง, ข่าวเด่นประจำวัน, นายก, นโยบาย, รัฐ, รัฐบาล, รากหญ้า, อภิสิทธิ์
โพสต์ล่าสุด